อุทัยธานีอยู่เลยจังหวัดชัยนาทไปหน่อยนึง ก่อนถึงจังหวัดนครสวรรค์หน่อยนึง เป็นจังหวัดที่ประชาชนคนไทยงงๆ ว่าอุทัยตามสถานะขึ้นอยู่กับภาคอะไรกันแน่ เพราะทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดให้เป็นภาคเหนือตอนล่าง (ถ้ามองมาจากตอนบน) หรืออีกนัยหนึ่งเป็นจังหวัดแรกของภาคเหนือ ทั้งยังถูกจัดอยู่ใน 55 เมืองรองต้องเที่ยว (รองจากเมืองหลัก) แต่ไม่เป็นไรครับจะเป็นภาคเหนือหรือภาคกลาง เป็นเมืองหลักหรือเมืองรอง เราไม่เห็นว่ามันเป็นประเด็นมากนัก เพราะส่วนสำคัญคือมนต์เมือง วิถีเก่า เงาสุข ต้องบอกกันตรงๆ ว่าอุทัยธานีเป็นเมืองเล็ก เรียบง่าย ใช้ชีวิตกันแบบสโลว์ไลฟ์แท้ๆ ปกติพวกเรา khobjaithailand ไปเยือนกันอยู่เรื่อยๆ ไปใส่บาตรแถวๆ ตลาดเช้า ไปล่องเรือบนสายน้ำสะแกกรัง ไปไหว้พระ ไปดูผ้าทอ และเลาะเลี้ยวเที่ยวไกลถึงห้วยขาแข้ง ครั้งนี้ก็คล้ายๆ กัน เพิ่มเติมมากกว่าเดิมตรงที่ไปพูดคุยกับใครบางคนที่ถูกเลือกให้เป็น Local Hero (ฮีโร่ท้องถิ่น) เป็นฮีโร่แบบไม่ได้ใหญ่โตระดับประเทศ ระดับโลก แต่เป็นคนตัวเล็กที่มีแนวความคิดเป็นตัวของตัวเอง ทางชีวิตหรือสิ่งที่เขาสร้างสามารถนำไปขยายหรือเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านและเยาวชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ Local Hero ที่เราไปพบมี 5 ท่าน คือคุณยายจำปี ธรรมศิริ (ผ้าทอบ้านไร่) คุณกำพล กาหลง (ไร่ดินดีใจ) คุณปราโมช เลาหะวรรณชนะ (บ้านนกเขา) คุณวิรัตน์ โตอารีย์ (BOOKTOPIA) ทั้งหมดเป็นประชาชนคนอุทัยแท้ แต่มีความต่างในการใช้ชีวิต ซึ่งที่สุดก็กลับมานอนหลับขยับใจในบ้านเกิด เพลิดเพลินกับชีวิตเรียบง่าย มีความสุขแบบยั่วยวนให้คนเมืองใหญ่รู้สึกอิจฉา


คุณกำพล กาหลงและคุณหทัยชนก อินทรกำแหง แห่งไร่ดินดีใจ






ผลิตภัณฑ์แปรรูป


ปลูกฝ้ายใช้เอง

บ้านไร่ดินดีใจ
บ้านไร่ของ “คุณกำพล กาหลงและ “คุณหทัยชนก อินทรกำแหงคู่สามีภรรยา แต่เดิมคุณกำพลเป็นคนทำหนังสือเกี่ยวกับการเกษตร ในลักษณะนิตยสารรายเดือน ส่วนคุณหทัยชนกทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (NGO) ทั้งคู่อยู่กรุงมานาน ให้ความรู้ประชาชนคนไทยมาในระดับหนึ่ง เมื่อถึงวัย ถึงจังหวะ ถึงเวลาหนึ่งจึงจูงมือกันกลับมาบ้าน กลับมาไร่ ยืนดูเม็ดเหงื่อไครไหลผ่านบ่าไหล่เกษตรกร แล้วลงมือปลูกถั่วคั่วงาบนผืนดินแล้งของแม่ แก้ไขปรับเปลี่ยนบางอย่างบนผืนดินของพ่อ “งา” คือผลผลิตแรก “ถั่ว” คือผลิตผลตามมา แต่ชีวิตเกษตรกรคนใหม่ไม่ง่ายนัก คือทั้งถั่วและงาขายไม่ได้อย่างที่คิด หรือถ้าจะขายก็ถูกกดราคาจนแทบหายไจไม่ออก เหตุเพราะถั่วงาที่ปลูกทำด้วยวิธีการสารอินทรีย์ คือไม่ยุ่งกับสารเคมีผลผลิตก็เลยไม่สวยอย่างที่เขารับซื้อและนำไปขาย สิ่งที่ทั้งคู่ต้องปรับคือทำยังไงจะขายได้บนขอบข่ายความคิดเห็นของตัวเอง เขาและเธอจึงแบกถั่วงาไปขายเอง ติดยี่ห้อไร่ดินดีใจเป็นของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มแปรรูปผลผลิตที่มีอยู่ในไร่ ทำนำมันหอมระเหย สมุนไพรสระผม สบู่ น้ำมันงา และอะไรอีกหลายอย่างเท่าที่พืชผลในไร่จะเอื้ออำนวย สุดท้ายอยู่ได้แม้มันไม่ร่ำรวยเงินทองแต่ของขวัญที่คืนกลับมาคือสุขใจ ได้อยู่กับแม่ อยู่กับลูก อยู่กับไร่ อยู่กับหัวใจตน พร้อมกับปล่อยความรู้ที่มีให้กลุ่มเยาวชนคนอุทัยในพื้นที่ รวมถึงคนแปลกหน้าอย่างพวกเราชาว khobjaithailand ด้วยครับ

*ไร่ดินดีใจ ต.เขากวาง อ.หนองฉาง 
.....................................................................................


คุณวิรัตน์ โตอารีย์ มิตร แห่ง BOOKTOPIA








BOOKTOPIA
คุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร (อ้วน) เป็นนักเขียน นักวิจารณ์เพลงในนิตยสารสีสัน เขียนหนังสือหลายทางหลายแนว ออกพอกเก็ตบุ๊คมาก็มาก ในนามปากกา "ปลาอ้วน" "ญามิลา" ในอดีตคุณอ้วนเหมือนเด็กหนุ่มต่างจังหวัดทั่วไปที่ฝันใฝ่อยากไปแสวงหาชีวิตในเมืองกรุง เรียนในบางกอก เติบโตในมหานครใหญ่โต เมื่อเวลาผ่านไป ฝักใฝ่สำเร็จ ความฝันลุล่วง อยู่จนมนต์เมืองสิ้นความขลัง ช่วงหลังๆ ไม่มีแม้พลังขับเคลื่อนหัวใจ ความคิดหนึ่ง ณ ช่วงหนึ่งเวลานั้นจึงสอดแทรกขึ้นมา “กลับบ้าน”

เขากลับมาอุทัย มาลงมือจัดการอาคารตึกแถวเก่า ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านหนังสือ เป็นศูนย์กลางการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหลายรูปแบบ แต่ทั้งนี้คนที่เดินทางผ่านมาที่ร้าน BOOKTOPIA ส่วนใหญ่เป็นคอหนังสือ ชอบอ่านมากกว่าชอบพูด ชอบพูดน้อยกว่าชอบรู้ ดังนั้นร้าน BOOKTOPIA จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการกลับบ้านเกิด กลับมาเพื่ออยู่และสร้างสวรรค์ชุมชนให้คนถิ่นและนักท่องเที่ยวในทางที่เขาถนัด ปัจจุบันมีคนแวะเวียนเข้าไปที่  BOOKTOPIA อยู่เรื่อยๆ แม้นไม่มากมายแต่สุขใจเมื่อมีใครมาหาที่ร้าน ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย หากมีคำถามว่าใครจะมาร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ตอบเบาๆ ว่า อย่างน้อยก็มี "กลุ่มวนศาสตร์" ผู้มีปลายทางที่ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง” แวะเข้ามาอยู่เสมอครับ  
............................................................................................................................................................................................................


คุณปราโมท เลาหะวรรณชนะ แห่งตรอกโรงยา

ทางเข้าโรงยาฝิ่นจำลอง



โรงยาฝิ่นจำลอง

ของเก่าเก็บ "บ้านนกเขา" ตรอกโรงยา


บ้านนกเขา
คุณปราโมท เลาหะวรรณชนะ อาศัยอยู่ในตรอกโรงยาหรือตรอกโรงยาฝิ่นเก่า เขาเป็นลูกคนจีนถิ่นนี้ เป็นผู้ที่พยายามเก็บรักษาความเป็นตรอกโรงยาเอาไว้ ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ อาคารที่พักอาศัย อาหารดั้งเดิม ล่าสุดเขาทำพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่ง เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับโรงฝิ่น ซึ่งหมายความว่าคุณปราโมทกำลังทำพิพิธภัณฑ์ย้อนรอยอดีตซึ่งครั้งหนึ่งย่านนี้เคยมีโรงยาฝิ่นมาก่อน

ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ชั้นเดียวมีป้ายนิเทศน์เกี่ยวกับฝิ่น หุ่นลำลองคนสูปฝิ่น คือจำลองโรงฝิ่นมาพร้อมกับข้อมูล ซึ่งเห็นว่าก่อประโยชน์ต่อชุมชนและนักท่องเที่ยว ใครไปเที่ยวถนนคนเดินตรอกโรงยาลองถามหาคุณปราโมทให้เขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังก็น่าจะเป็นความรู้แบบประตูสู่อุทัยธานีที่ดีทางหนึ่งครับ
............................................................................................................................................................................................................


คุณจงรัก เทศนา


คุณศิลปชัย เทศนา (สามีคุณจงรัก) เปิดพื้นบ้านให้ดูว่านี่คือ "ช่องหนีโจร"

เครื่องเงินเก่าเก็บ

เครื่องทองเหลือง


 
บ้านจงรัก
บ้านหลังนี้เป็นร้านกาแฟ เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งเก็บความหวานที่ผ่านจากวันวานกระทั่งถึงวันนี้ บ้านจงรักของคุณศิลปชัย เทศนา กับ คุณจงรัก เทศนา สองสามีภรรยา เป็นบ้านที่ซ้อนทับความใหม่เก่าเอาไว้ได้นวลเนียน คือบ้านด้านหน้า (ติดถนน) ที่เปิดเป็นร้านกาแฟนั้นดูทันสมัยเหมาะกับการทำธุรกิจร้านกาแฟ พอเดินขึ้นมาชั้นบนกลับกลายเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง คือชั้นบนเป็นบ้านสะอาดสะอ้าน ตามผนังเป็นตู้เก็บของเก่าตั้งแต่สมัยคุณทวด รวมถึงเครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง เซรามิก ฯลฯ ที่สำคัญคุณศิลปชัยเก็บของมากมายที่เกี่ยวข้องกับความรักเอาไว้ เป็นความรักที่ผู้ชายคนหนึ่งมีต่อคุณจงรักผู้ภรรยาตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวันนี้ แม้เลยวัยเกษียณมาแล้วแต่บ้านจงรักยังกรุ่นรัก อวลอบไปด้วยกลิ่นความจริงใจ และนี่อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งในการครองรักครองเรือน เข้าไปสัมผัสแล้วรู้เลยว่า “รักแท้เป็นอย่างไร”

นอกจากเรือนหลังแรกยังมีทางเดินเชื่อมไปเรือนด้านหลัง เรือนด้านหลังเป็นเรือนไม้สองชั้น แบบเรือนไทยเก่า เก็บสะสมของมากค่าไว้จำนวนหนึ่ง ที่น่าสนใจคือเป็นเรือนที่มีช่องหนีโจร "ช่องหนีโจร" เป็นช่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดพอดีตัว เปิดจากพื้นบ้านแล้วหย่อนตัวผ่านลงไปด้านล่าง มีสาวสวยจากทีมงานบางคนบอกว่า “ถ้าโจรมาหนูคงต้องยอมตาย ช่องแค่นี้ผ่านลงไปลำบาก แฮ่ๆ คืออ้วนฮะ”

บ้านจงรักเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สร้างคุณค่าจากสิ่งที่มี สร้างด้วยความจริงใจ ไม่ได้สร้างเพื่อเงินทอง ที่สำคัญสิ่งที่เก็บสร้างและทำนั้นมีความเป็นบ้านมากกว่าพิพิธภัณฑ์ ช่วงเดินชมจึงคล้ายมาเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่มากกว่ามาศึกษาหาความรู้ในพิพิธภัณฑ์ครับ
...........................................................................................................................................................................



ยายจำปี  ธรรมศิริ ครูช่างมือเอกของบ้านไร่




ผ้าทอลาวครั่ง มีลวดลายอันเป็นลักษณะเฉพาะตนเด่นชัด


ผ้าทอเก่าเก็บนำมาจัดแสดง


พื้นที่สำหรับการเรียนการสอนทอผ้า ห้องเรียนเสรีที่น่าเรียนที่สุดแห่งหนึ่ง


ผ้าทอลาวครั่ง
คุณยายจำปี ธรรมศิริ ครูศิลป์แห่งแผ่นดินประเภทเครื่องทอ คุณยายจำปีเป็นผู้หญิงอารมณ์รื่น หน้าตาแย้มยิ้มชื่นบานโดยเฉพาะในยามที่มีคนแวะเวียนมาหา ผ้าทอของยายจำปีมีชื่อเสียงโด่งดัง คนเล่นผ้าต่างรู้จักผ้าลาวครั่งบ้านไร่เป็นอย่างดี และที่ดีกว่านั้นคือยายจำปีพยายามถ่ายทอดสิ่งที่แกรักสิ่งที่แกรู้ไปยังคนรุ่นใหม่ เริ่มขยายพื้นที่ให้บ้านกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ ผู้ที่สนใจเรียนไม่สำคัญต้องเป็นเด็กหรือคนถิ่น ถ้าเห็นว่ามันยึดเป็นอาชีพได้ก็เดินเข้ามา แจ้งความจำนงค์แล้วมอบตัวเป็นศิษย์ จากนั้นแกจะมอบความรู้ที่มีให้ เป็นความรู้ที่ไม่มีในตำราในมหาวิทยาลัย หากมันถูกบันทึกอยู่ในใจ ในสมอง ในประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต อยากขอบคุณยายจำปีแทนคนไทยที่ท่านมีใจอันเป็นกุศลขนาดนี้ กราบครับ
........................................................................................................................................................................................................................................................

ความจริงเมืองอุทัยมี Local Hero ซ่อนตัวอยู่ตามชุมชนอื่นๆ อีกมาก ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราเลือกและบ่งชี้ให้พวกเขาเป็น Lacal Hero ของอุทัยธานีเมืองดีที่งดงามและเรียบง่าย ใครมีโอกาสไปเที่ยวอุทัยอย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยือน Local Hero เหล่านี้นะครับ แต่ถ้าไม่มีเวลาแวะหาใคร แค่ไปไหว้แม่น้ำ กราบกรานพระศาสนา กินข้าวกินปลา ดูผ้าทอเก่าแก่ เท่านี้ก็คุ้มค่าแล้วครับ

 อุทัยธานี