เที่ยว 
4 วัน ฝัน 4 ภู ดูดาว 3 คืน
ตอนสอง คนล่าดาว 


ออกจากภูพระ แวะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง จากนั้นตรงไปที่บ้านปากหมัน อ.ด่านซ้าย ไปอาบน้ำที่ปากหมันโฮมสเตย์ของ “โย ติดด่าน” (อาร์ติสผีตาโขนแห่งภูอีเลิศ) ได้คุยกันเรื่องป่า เรื่องน้ำ เรื่องอากาศและอีกมากมายหลายเรื่อง กระทั่งบ่ายสามจึงจากลา จากมาบนเส้นทางสายเดิมคือ อ.ด่านซ้าย อ.ภูเรือ มุ่งตรงไปที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโคกอีเหล็ก อ.เมือง ที่ตั้งของ “อ่างเก็บน้ำน้ำหมานตอนบน” และ “วนอุทยานหริรักษ์”


ยามเช้า


นักท่องเที่ยวสนทนากับกรรมการ



ทั้ง “อ่างเก็บน้ำน้ำหมานตอนบน” และ “วนอุทยานหริรักษ์” อยู่ในบริเวณเดียวกันแต่แยกหน้าที่กัน ฝ่ายหนึ่งดูแลน้ำโดยตรง (กรมชลฯ) อีกฝ่ายหนึ่งส่งเสริมด้วยการดูแลป่า (กรมป่าไม้) พึ่งพากัน เอื้ออาศัยกัน แม้จะคนละหน่วยงานแต่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นอย่างดี ตอนไปถึง “วนอุทยานหริรักษ์” มีนักล่าดาวจากหลายจังหวัดจับจองพื้นที่กางเต็นท์ มีการลงทะเบียนสำหรับผู้แข่งขันที่เพิ่งมาถึง มีการเสวนาประชาสัมพันธ์ถึงกฎกติกาในการแข่งขัน เป็นกติการเรียบง่ายที่เข้าใจกันได้ แต่มีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งทำเอาคนไม่ฉลาดอย่างผมรู้สึกงงๆ คือกรรมการบอกว่าสามารถซ้อนภาพได้ เอาหละสิต้องตีความกันเป็นการใหญ่ คือการถ่ายภาพดาวหรือทางช้างเผือกนั้นมีเทคนิคที่เรียกว่า “
Stack Images” คือถ่ายหลายภาพในมุมเดียวกันแบบไม่ขยับองค์ประกอบแล้วนำมาซ้อนกันให้เป็นภาพเดียว แต่การบอกว่า “ซ้อนภาพได้” กินความหมายกว้างกว่านั้น เช่น ถ้าถ่ายด้วยฟิล์มก็นำฟิล์มมาซ้อนกัน นิยมทำในสมัยก่อนด้วยการซ้อนฟิล์มสไลด์สองเฟรม เรียกกันว่า “แซนวิช” หรือซ้อนด้วยโปแกรมตกแต่งภาพในยุคนี้ก็ทำได้ไม่ยาก




กางเต็นท์ริมน้ำ

ด้วย “ทางช้างเผือก” จะปรากฏกายให้เห็นในราวตีหนึ่งกว่าไปถึงตีห้า ดังนั้นช่วงหัวค่ำจึงไม่มีอะไรนอกจากกิจกรรมการกินและพูดคุยท่ามกลางสายลมเย็นกลางเดือนเมษา พอเที่ยงคืนกว่าๆ จึงเริ่มขยับขับเคลื่อน ใครบางคนมองมุมไว้แล้วย่อมได้เปรียบนิดหน่อย ใครมาหามุมเอาตอนดึกก็ลำบากเพราะมืดมาก 





ทางดาวจากเที่ยงคืนยันเช้า


ฟ้าเริ่มสาง


ผมกับโชคจาก 
khobjaithailand ทำตัวเนียนๆ เข้าไปถ่ายกับเขาด้วย ค่ำคืนนี้เมฆมาก มองเกือบไม่เห็นทางช้างเผือก จะมีบางเสี้ยวที่จับจังหวะได้จึงเห็นว่าช้างนั้นผอมไปนิด (เห็นเพียงน้อย) แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใดๆ เพราะเมื่อถึงหน้างานแล้วก็ต้องถ่ายให้ถึงที่สุด หากถามว่าแล้วไปสุดตรงไหนต้องตอบว่า“ไปสุดที่ฟ้าสว่างกลางไพร มองเห็นไอน้ำบางๆ คลุมอ่างเก็บน้ำ เห็นตะวันลอยเด่นในวันใหม่” บอกตัวเองว่าช่างเป็นการแข่งขันที่ทรหดอดทน เป็นความอดทนที่เกิดจากความรักกระทั่งก่อเกิดเป็นความสุข ถ่ายกันยันเช้า โอ้! แม่เจ้า 






บรรยากาศยามรุ่งสาง



อาทิตย์วันใหม่

ยามสายกรรมการประกาศผลการแข่งขัน ได้ภาพแสนสวยมาจำนวนหนึ่ง สมใจคนจัด สมใจคนถ่าย สมใจคนดู หากคิดว่านี่คือการจัดครั้งแรกก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอควร เชื่อว่าปีหน้าฟ้าใหม่คงได้ภาพงามกว่านี้ ผมแอบบอกกรรมการว่าลองจัดในช่วงปลายปีมั้ยเพราะดาวขึ้นเร็วเราอาจได้ภาพมากกว่านี้ ไม่ต้องรอดึกดื่นหลังคืนเที่ยง ส่วนแนวความคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดเลย (มามอบรางวัล) ที่เสนอว่าปีหน้าให้จัดใหม่แต่มีการเก็บเงินค่าแข็งขันคนละ1,000 บาทนั้นเลิกคิดเถอะ ทำไมเหรอ? ก็คนจัดได้ภาพดีๆ ไปใช้โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวเมืองเลยอยู่แล้ว อีกอย่างอย่าผลักดันให้นักถ่ายภาพดาวมุ่งไปที่อื่นเพราะดาวบนฟ้าที่ไหนเขาก็ถ่ายฟรีทั้งนั้น เฮ้อ! ฟ้าเคยเก็ยเก็บตังค์ใครที่ไหนเล่าครับ ที่ทำในปีนี้ดีมากแล้วครับ


ทางเดินป่า


ป่าไผ่ริมน้ำ




ผู้ร่วมแข่งขัน คณะผู้จัด กรรมการ และผู้ว่าราชการจังหวัดเลย (ยืนกลาง สวมแว่น)


วนอุทยานหริรักษ์ มีเนื้อที่ประมาณ 8,250 ไร่ มาท่องเที่ยวได้ตลอดปี อากาศดีไม่ร้อน มีทางเดินป่าระยะสั้นให้คนรักป่า มีแพของเจ้าหน้าที่พาท่องเที่ยวในอ่างเก็บน้ำ ช่วงเช้าสวย ช่วงเย็นก็สวย เห็นตะวันทั้งขึ้นและตก ส่วนในคืนข้างแรมฟ้าเปิด มีดาวเต็มฟ้า งดงามมาก การเดินทางก็สะดวกสบายไม่ไกลเกินเอื้อม ห่างตัวเมืองไม่ถึง 20 กิโลเมตร บริเวณใกล้ๆสันเขื่อนมีร้านอาหาร มีแพไม้ไผ่ ในหน้าหนาวถ่ายดาวกันตรงนั้นซึ่งเป็นจุดที่เห็นทางช้างเผือกได้ชัดเจนมาก อย่าถามว่ามันงามไหม ตอบว่า “ผมไปเที่ยวที่นี่ห้าครั้งแล้ว” ใครชอบนอนเต็นท์ อิงน้ำ ดูดาว เดินป่าง่ายๆ ไปมาสะดวก ผมว่าที่นี่เหมาะมากครับ


สถานที่กางเต็นท์


หลังมอบรางวัล ส่งท้ายด้วยดาวดวงนี้ "อาทิตย์ทรงกลด"