เรือหัวโทงที่ท่าเรือแหลมสัก พาหนะในการเดินทางศึกษาท้องทะเลและวิถีชีวิต


กลุ่มนักศึกษาจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ลงพื้นที่ศึกษาท้องทะเลกระบี่ เขตแหลมสัก


ท่าเรือแหลมสัก  อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เป็นท่าเรือสำคัญในการคมนาคม คนในพื้นที่ใช้ เดินทางในชีวิตประจำวันและใช้ในการนักท่องเที่ยว แต่ใช้ต่างกันต่างวาระตามจังหวะเวลาและวัตถุประสงค์ ส่วนผมกับทีมงาน (ขนาดใหญ่) คือกลุ่มเยาวชนจากสถาบันต่างๆ ร่วมกับเจ้าที่จากสำนักงานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมใช้เพื่อเดินทางไปอ่าวเหนากับอ่าวน้ำ ซึ่งอ่าวทั้งสองเป็นแหล่งการทำประมงชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของชุมชนและจังหวัดกระบี่


ทีมงานและกลุ่มนักศึกษาจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ลงพื้นที่ศึกษาท้องทะเลกระบี่ ใบริเวณเพิงถ้ำภาพเขียนสีโบราณ


ภาพเขียนสีโบราณที่เพิงถ้ำหน้าอ่าวเหนา




เกาะบอนไซ หน้าอ่าวเหนา


เหยี่ยวแดงจับจ้องมองเหยื่อบนผิวน้ำหน้าอ่าวเหนา


อ่าวเหนาเป็นแหล่งเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ขยายพันธุ์สาหร่ายพวงองุ่น ส่วนชุมชนคนอ่าวน้ำเขาอนุรักษ์กล้วยไม้ประจำถิ่น “กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่“ มีการปลูกและเพาะกล้วยพันธุ์กล้วยไม้อื่นๆ ด้วย ที่สำคัญ บ้านอ่าวน้ำเป็นบ้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องกะปิ ว่ากันว่ากะปิกุ้งเคยของที่นี่ไม่เป็นสองรองใคร


ทัศนียภาพกระชังปลาที่อ่าวเหนา




สาหร่ายพวงองุ่นที่อ่าวเหนา (รสดีมาก)


เรือประมงชายฝั่งเป็นเรือประมงขนาดเล็กของชาวบ้าน

การเดินทางคราวนี้เราใช้เรือหัวโทงแล่นออกจากท่า แล่นเลียบเกาะแก่งขนาดใหญ่ หลายจุดมีภาพเขียนสีโบราณเก่าแก่กว่า 2,000 ปรากฏอยู่ตามหน้าผา ช่างน่าอัศจรรย์ที่มันยังคงอยู่ อย่างรู้เหมือนกันว่าสีหรือส่วนผสมสีทำมาจากอะไร ขณะคิดอะไรเพลินๆ  ใครบางคนตั้งข้อสังเกตโน่นนี่นั่น ความตอนหนึ่งบอกว่ากระบี่เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ เป็นที่อยู่ของคนโบราณ อันเป็นบรรพบุรุษของคนกระบี่  ซึ่งผมคิดว่าความคิดเห็นนั้นไม่ถูกทั้งหมด อธิบายง่ายๆ คือยุคมนุษย์ถ้ำผ่านมาหลายพันปี ตอนนั้นมันไม่มีกระบี่ ไม่มีพังงา ไม่มีภูเก็ต ถ้าจะทึกทักว่ามนุษย์ถ้ำเป็นบรรพบุรุษของคนกระบี่เห็นจะไม่ถูกครับ  รวมถึงข้อสันนิษฐานว่าภาพที่ปรากฏเขากำลังทำพิธีบ้าง อะไรบ้าง ว่ากันไปเรื่อย ผมว่าไม่มีใครรู้จริงหรอกครับ การจินตนาการเป็นเรื่องสนุก (ผมชอบ) แต่การโชว์ภูมิด้วยวัยวุฒิแบบไม่ศึกษาให้ถ่องแท้จึงกุดด้วน ไม่น่าเชื่อถือ กระทั่งไม่น่านับถือในที่สุดครับ (ทราบภายหลังว่าผู้วิจารณ์ที่ส่งผ่านความรู้มายังคนอื่นเพิ่งมาเห็นภาพเขียนสีครั้งแรกครับ)


เขาแฝดสัญลักษณ์ปากคลองอ่าวน้ำ


หมู่บ้านอ่าวน้ำ ส่วนหนึ่งอยู่ริมคลอง




ป่าชายเลนบ้านอ่าวน้ำ




กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่พบที่อุทยานกล้วยไม้


สะพานไม้ไผ่กลางป่าโกงกาง ชาวบ้านได้นำเฟิร์นข้าหลวงมาเพาะเลี้ยงด้วย (ติดที่ต้น)


การเดินทางเข้าไปที่อ่าวเหนานอกจากได้พบภาพเขียนสี กระชังกุ้ง กระชังปลา กระชังเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น (ได้ชิมด้วย รสชาติเยี่ยม ทำเอาเคลิ้มไปเลย) ยังได้พบเกาะแก่งที่สวยงามต่างๆ เช่น เกาะสอางค์  เกาะบอนไซ จากนั้นจึงแล่นไปบนล่องน้ำที่ขั้นเขตแดนระหว่างกระบี่กับพังงา สุดท้ายไปเลี้ยวเข้าคลองอ่าวน้ำตรงเขาแฝด แล่นผ่านป่าชายเลนเข้าไปจนถึงบริเวณอุทยานกล้วยไม้บ้านอ่าวน้ำ เขาช้างหมอบ ถึงตรงนี้ทางชาวบ้านได้แจกกล้วยไม้ให้ช่วยกันปลูก ซึ่งผ่านไปด้วยดี และที่ดีกว่านั้นคือได้กินข้าวคลุกกะปิรสเลิศกลางป่าชายเลน ใครบางคนบอกว่าฟิลมาก ถามว่าไอ้ที่ฟิลนี่บรรยากาศ หรือข้าว เขาบอกว่าข้าวคลุกกะปิมาอันดับหนึ่ง ส่วนบรรยากาศรองลงมา  ถึงว่าเติมอยู่นั่น...สองสามรอบ


กล้วยไม้เหลืองกระบี่ที่เพาะเลี้ยงของกลุ่มผู้ปลูกพันธุ์กล้วยไม้พื้นถิ่น


กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบของกลุ่มผู้ปลูกพันธุ์กล้วยไม้พื้นถิ่น


กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูลของกลุ่มผู้ปลูกพันธุ์กล้วยไม้พื้นถิ่น


กล้วยไม้สิงโตใบพัดของกลุ่มผู้ปลูกพันธุ์กล้วยไม้พื้นถิ่น
 

จากนั้นจึงเดินไปบนสะพานไม้ไผ่ มุ่งไปที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มผู้ปลูกพันธุ์กล้วยไม้พื้นถิ่นและกลุ่มกะปิกุ้งตัก ที่นี่นอกจากมีกล้วยไม้งามให้ชื่นชม มีกะปิรสเลิศให้ชิม ยังมีการทำผ้าบาติกด้วย

ผมติดใจคำว่า “กะปิกุ้งตัก” จึงสอบถาม ชาวบ้านยิ้มๆ แล้วส่งกระปุกกะปิมาให้ ปรากฏว่าฉลากข้างกระปุกบอกรายละเอียดไว้อย่างถี่ถ้วน (น่าทึ่ง) คือชุมชนคนบ้านอ่าวน้ำไปหากุ้งเคยกันในคืน 7-11 ค่ำ ช่วงน้ำตาย น้ำไม่ขึ้นไม่ลงหรือขึ้น-ลงน้อย ช่วงนี้จะพบกุ้งเคยเยอะมากจึงไปตักกันตามซอกหินและเพิงถ้ำในทะเล กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่หล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปีครับ


กะปิเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง ชาวบ้านทำเป็นสองแบบ คือกะปิที่ใช้ตำน้ำพริกทั่วไปและที่นำไปผัดข้าว (วันที่ไปกินกะปิหวานกับมะม่วง โอ้ มันยอดมาก)


ผ้าบาติกของชุมชนคนบ้านอ่าวน้ำ

 

ทั้งชุมชนคนกระชังที่อ่าวเหนาและชุมชนคนบ้านอ่าวน้ำถือว่าเป็นชุมชนที่มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยว คุณค่าดังกล่าวมาจากธรรมชาติและวิถีชีวิต หากยังรักษาความเป็นชุมชนแบบนี้ไว้ได้เชื่อว่าจะดำรงความสุขได้ตลอดไปครับ 

ขอขอบคุณ
- สำนักงานส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม


กินข้าวคลุกกะปิริมคลองท่ามกลางบรรยากาศป่าชายเลน


ช่องหัวใจ หนึ่งในจุดขายของทะเลแหลมสัก

 

หมายเหตุ
- การเดินทางครั้งนี้เกิดจากมีโอกาสติดตามนักศึกษาเข้าไปเก็บรายละเอียดและเรียนรู้วิถีชีวิต ธรรมชาติ ทำความรู้จักกับโลกใบใหม่เพื่อนำมาใช้ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน เป็นโปรเจคต์ที่ดีควรส่งเสริมต่อไปในอนาคต  ไม่แน่นักวันหนึ่งเราอาจมีฉลากสินค้า ซอง กล่อง ถุง ที่นำสมัย เทียบได้กับการออกแบบของญี่ปุ่น ซึ่งสองสามปีที่ผ่านมาเยาวชนบ้านเรามีโอกาสไปคว้ารางวัลการออกแบบจากต่างประเทศมาแล้วครับ
- คนเมืองหรือนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชี้นิ้ว (ชี้แนะ) ด้วยการกรอกความคิดเห็นแบบถูกๆ ถากๆ เพี้ยนๆ ผิดๆ ผมว่าอย่าทำเลย การเข้าไปเยือนชุมชนเราควรจะเป็นฝ่ายฟังให้เยอะ ยิ้มให้มาก อย่าแยกแยะและแบ่งชนชั้น อย่าคิดฝันว่าตัวเองเป็นพระเจ้า วิถีชีวิตที่ชาวบ้านอยู่กันมาบริสุทธิเกินกว่าไปแตะต้อง เอาไว้เขาร้องขอหรืออยากให้เราช่วยเหลือค่อยสนองดีกว่า พูดง่ายๆ ถ้าไม่รู้เรื่องทะเล อย่าไปสอนชาวเลจับปลา มันน่าอายครับ