ปวินท์ สุทธหลวง

พายุทราย พรายทะเล / 31/05/2016 23:14:40

ช่วงเย็นชายร่างเล็กจากเมืองหลวงได้พบชายร่างอ้วนท้วนแห่งเมืองปัว เขาทักทายกันในฐานะเพิ่งรู้จัก จากนั้นจึงทำความรู้จักกันด้วยบทสนทนาริมนาข้าว พูดคุยกันค่อนข้างถูกคอ พอจับใจความข้างต้นได้ว่าชายร่างอ้วนชื่อปวินท์ สุทธหลวง พื้นเพเป็นคนบ้านปราง เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านปราง ไปต่อมัธยมที่โรงเรียนปัว จบชั้นปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ สาขาศิลปกรรม เอกออกแบบประยุกต์ศิลป์

จากนั้นบทสนทนาเหยียดยาวจึงเริ่มขึ้น คนหนึ่งถาม คนหนึ่งตอบ คนหนึ่งอยากรู้ คนหนึ่งมอบให้ เป็นบทสนทนาที่น่าชื่นใจเพราะเนื้อหาในนั้นบ่งชี้ว่าศิลปินร่างท้วมผู้นี้เป็นคนดี

“ก่อนไปเรียนราชภัฎเชียงใหม่ ตอนนั้นเริ่มเขียนรูปรึยัง”

“ผมเริ่มสนใจเขียนรูปตั้งแต่ ป.3 แล้วครับ มีแววตั้งแต่เด็ก แม่บอกว่าแม่เป็นคนมีหัวด้านศิลปะ แต่วาดรูปไม่เป็น แต่แกมีสุนทรีย์ทางด้านนี้ ถ้าจะเท้าความกันโดยพื้นฐาน ผมมีอาเป็นครูศิลปะ อาผมมีปณิธานว่าลูกหลานทุกคนที่อยู่ในตระกูลต้องผ่านการเรียนศิลปะกับแก จะไปเรียนอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีพื้นฐานด้านนี้ เพราะสมัยก่อนเวลามีงานประเพณี มีการแห่ขบวนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอำเภอ ตระกูลนี้ก็เป็นคนทำทั้งหมด แกเลยให้ลูกหลานฝึกเหมือนเป็นแรงงานในตัว”

“เราเลยมีทักษะตั้งแต่เด็ก”

“ครับ ผมก็เข้าสู่วงการตั้งแต่ ป.3 คือมีการแข่งขันวาดภาพ ผมถูกส่งไปแข่งกับเขา แข่งขันมาเรื่อย ๆ แข่งขันทุกระดับ มาประสบความสำเร็จที่สุดคือตอนอยู่ที่โรงเรียนปัว ผมได้อันดับหนึ่งของประเทศ หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ คณะศิลปกรรม สาขาออกแบบประยุกต์ศิลป์ เป็นรุ่นเดียวที่เรียนครบหลักสูตรและไม่มีอีกแล้ว เพราะมันเรียนยากในตอนนั้น”

“ ไม่ครบหลักสูตรหมายความว่า มันยังไงครับ เปิดปีแรกและไม่มีอีกแล้วเหรอ”

“ครับ เปิดปีแรกที่ครบหลักสูตร แต่ก่อนหน้านี้คือปรับจากทัศนศิลป์มาก่อน ปรับมาเป็นนิเทศน์ศิลป์ เป็นประยุกต์ศิลป์ พอปรับเป็นประยุกต์ศิลป์เต็มตัวก็ปรับมาเป็นวิจิตรศิลป์ในรุ่นหลังจนถึงทุกวันนี้ รุ่นผมเรียน 60 คนแต่จบ 11 คน”

“แต่ประยุกต์ศิลป์เน้นงานออกแบบมากกว่า มันเป็นสายออกแบบ มันไม่เชิงเป็น fine art”

“รุ่นผมครึ่ง ๆ ครับ คือ 2 ปีแรกเรียนพื้นฐาน fine art หมดเลย ตั้งแต่จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตย์ ศิลปะไทย เพื่อเป็นพื้นฐาน และพอปีที่ 3 และ 4 เปลี่ยนมาเป็นคอมพิวเตอร์กราฟฟิค เป็นด้านนิเทศเลยครับ ก็จะหนักตรงนี้”

“เรียน 4 ปี จบมาแล้วทำอะไร”

“ระหว่าง 4 ปี ผมทำงานด้วยครับ ทำงานตั้งแต่ปี 1 ทำงานที่ร้านสุริยันต์จันทรา ที่เชียงใหม่ ตอนนั้นผมอยู่ฝ่ายศิลป์ โจทย์ตอนนั้นคือทุกอย่างต้องเป็นออริจินอลทั้งหมด ครีเอททุกอย่าง มุมมองก็ไม่ยาก อยากได้เงินเท่าไหร่คุณต้องได้มามากกว่านั้น จ้างห้าพันต้องหารายได้เข้าร้านให้ได้ห้าหมื่น เป็นกฎเกณฑ์ที่นั่น เลยทำให้เราต้องครีเอทตลอดเวลา คุณโอ เจ้าของร้านเป็นคนที่มีมุมมองด้านศิลปะที่แปลกและน่าสนใจเลยได้เรียนรู้กับแกเยอะ ทำมาจนถึงปี 4 ผมก็ไปฝึกงานกับอัมรินทร์พริ้นติ้ง ที่กรุงเทพฯ”



“ทำไมตัดสินใจเข้าไปฝีกงานที่กรุงเทพฯ ทำไมถึงเลือกอัมรินทร์ฯ”

“คืออยู่เชียงใหม่ผมทำงานตั้งแต่ปี 1 งานในเชียงใหม่ผมค่อนข้างรู้หมดแล้ว เลยไม่รู้จะไปหาประสบการณ์ที่ไหน วันหนึ่งดูหนังสือบ้านและสวน ดูการจัดอาร์ต แนวความคิด มุมมองหนังสือ ดูแล้วน่าสนใจ...
... ตอนนั้นประมาณปี 2549 ผมโทรไปถามว่ามีโครงการรับนักศึกษาฝึกงานไหม เขาบอกว่ามี ให้มาสมัครที่บริษัท ผมก็ไป เขาให้สอบข้อเขียนประมาณ 30 ข้อ แล้วบอกว่ายังไงจะแจ้งผลกลับไป ผมกลับมาบ้าน เวลาผ่านไปถึงเดือนมาณเมษายนเขาโทรมาบอกว่าคุณผ่านการทดสอบ สามารถไปฝึกงานได้ ผมก็ไป เขาบอกว่าผมเป็นคนเหนือคนแรก เป็นนักศึกษาจากมหาลัยทางเหนือคนแรกที่มาฝึก ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กจากศิลปากรหรือจุฬา“

“ฝึกงานนานเท่าไหร่ ทำอะไรบ้าง”

“ผมฝึกงานนานกว่าคนอื่นคือฝึก 1 ปี ผมไปแล้วได้เรียนรู้หลายอย่างคือเราไปช่วยเขา ผมมีปฏิสัมพันธ์ค่อนข้างดีหน่อย มันมีห้องกราฟฟิค เวลาปริ้นเอาท์ออกมามันก็ไปอยู่อีกห้อง ด้วยผมเป็นคนขยันและใสใจ คอยสังเกตดูว่ามันออกมารึยัง ผมก็เอามาให้พี่เค้า มันเริ่มจากจุดนี้...พี่เขาเห็นว่าผมมีความสนใจ ตั้งใจ พอเลิกงาน 4 โมงเขาให้ตอกบัตรออกผมก็ยังไม่ออก ยังอยู่ช่วยเขา บางทีถึงตี 1 ตี 2 เขาเห็นว่าเรามีความสนใจก็เลยค่อย ๆ ปล่อยให้ผมได้ทำบ้าง คือปล่อยให้ออกแบบ ทำเลย์เอาท์ ทำเล่มเอง ทำพอกเก็ตบุ๊ค”



การสนทนาระหว่างชายต่างวัยผ่านไปครึ่งทางทำให้รู้เรื่องราวในอดีตที่สำคัญอาจารย์ปวินท์ยังบอกว่ามีเหตุผกผันให้กลับบ้านเพราะน้องเสียชีวิต แม่อยู่คนเดียว และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเขา

“ตกลงงาน Fine Art ที่รักได้ทำบ้างหรือเปล่า แล้วมาเป็นครูได้ยังไง”

“งาน Fine Art ทำครับ ก็ทำอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ผมเรียนปี 1 อย่างที่บอกน้าผมเป็นครูแล้วแกก็ทำศูนย์ศิลปะและเป็นวิทยากรประจำอำเภอปัว โรงเรียนไหนที่ไม่มีครูศิลปะ อยากจะทำค่ายศิลปะ แกก็จะไปช่วยและจะดึงผมไปตลอด ผมก็ได้มีส่วนไปช่วยในเรื่องของการให้โอกาสเด็กตรงนี้ตลอด จนผมมาอยู่บ้าน แม่ก็บอกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ ไปเรียนวุฒิครูเพิ่มไหม ตอนนั้นทุ่งสีทองที่อำเภอเวียงสาเปิดคอร์สวิชาชีพครู 1 ปี ผมเลยไปเรียนตามใจแก เรียนได้ประมาณ 1 เทอม บังเอิญโรงเรียนเวียงน่านปัญญานุกูลขาดครูศิลปะ ผมลองไปสอบเล่น ๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นโรงเรียนเด็กพิเศษ ผมคิดว่าเป็นโรงเรียนเด็กปกติ”

“เป็นเรื่องเลยทีนี้”

“ครับ เป็นเรื่องครับ เพราะตอนที่ไปสอบ สอบทุกกระบวนการจนมาถึงสอบสอน เขาเอาลูกของครูมานั่งเรียนแล้วให้ผมสอน เด็กตอบโต้ปกติก็เลยคิดว่าไม่มีอะไร วันหนึ่งก็ประกาศผล ผมสอบติด วันรุ่งขึ้นเขาเรียกไปทำสัญญา มีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 อาทิตย์โรงเรียนก็เปิด วันแรกไป ... สุดยอด เป็นวันที่ผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ ผมขับรถยนต์เข้าประตูโรงเรียนไป ไม่รู้จะบรรยายยังไง จอดรถนั่งนิ่งๆ เกือบ 10 นาที ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เคยเห็น เห็นอยู่ตรงนั้นหมดเลย”



“เห็นอะไร”

“เห็นเด็กพิการหลายกลุ่มเต็มโรงเรียนเลย หูหนวก ออทิสติกแอลดี เรียนรู้ช้า สติปัญญา ดาวน์ซินโดม พิการแขนขา พฤติกรรมก้าวร้าว มีหมดทุกประเภทยกเว้นเป็นวิลแชร์ไม่มีครับ ถึงตอนนี้ผมกลับลำไม่ได้ สัญญาก็ทำไปแล้ว และนิสัยส่วนตัวผมมีดีอยู่อย่างคือถ้าตัดสินใจทำอะไรแล้วจะทำให้ดีที่สุด ไม่ยอมถอยหลัง ที่สำคัญคิดว่าแม่แกก็ดีใจที่ลูกมาเป็นครู แล้วแกจิตใจก็ดีขึ้น ถ้าผมบอกไม่เป็น ไม่เอา ผมทำให้แม่เสียใจ ผมก็เลยเอาก็เอาลองสักตั้งหนึ่ง... ตอนนั้นผมไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เพราะมันไม่อยู่ในกระบวนการที่ผมเคยเห็นมาก่อนในเรื่องของการสอน เป็นเรื่องใหม่สุดๆ เป็นโลกใบใหม่ โชคดีผมได้บุญตรงที่ว่าเคยไปสอนเด็กในค่ายต่าง ๆ ก็เลยมีทักษะการถ่ายทอดอยู่บ้าง...
... สามเดือนแรกผมเหมือนร้องไห้ในใจทุกวัน อึดอัดมาก ในหนึ่งวันผมต้องสอนอยู่ประมาณ 7-8 ประเภท อึดอัดที่สุดคือประเภทหูหนวก เพราะต้องใช้ภาษามือ คือผมไม่ได้เลย ไม่เป็นเลย คุยอะไรมาผมไม่รู้เรื่องเลย เด็กเข้าใจว่าครูทุกคนรู้ภาษามือ จบจากครูการศึกษาพิเศษมา แต่จริง ๆ ไม่ บางวิชาต้องใช้ครูที่ไม่ได้จบมาทางนั้น เพราะมันไม่มี...
...สอนอยู่เกือบ 4 ปี ... 4 ปีนี้ผมไม่เคยสอบเลยนะครับ ทำไมผมไม่สอบ เพราะผมต้องไปเรียนรู้ภาษามือ เปิดคลิปวีดีโอดูภาษามือ เอาตำรามาอ่านทุกคืนโดยเฉพาะคำสั่งที่เกี่ยวกับศิลปะผมต้องเรียนรู้หมดเลย ตั้งแต่สีแดงทำท่ายังไงจนสามารถสื่อสารกับเด็กได้ คราวนี้โจทย์ต่อไปครูศิลปะต้องทำยังไงกับเด็ก อยากจะพัฒนาเด็กตรงนี้ก็เป็นโจทย์ใหม่ ก็เหมือนงานดีไซน์ครับ เด็กก็คือวัตถุดิบ คอนเซ็ปท์ของผมคือทำยังก็ได้ให้วัตถุดิบตรงนี้มันสามารถไปสู่ชุมชนได้ สู่สังคมได้...
...ผมเคยเอางานเด็กไปแสดงงานที่ถนนศิลปะในตัวเมืองน่าน เด็กก็เขียนแล้วเอามาแสดง แรก ๆแค่แสดง ตอนหลังงานเด็กขายได้ ขายได้เรื่อย ๆ เด็กก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นว่าทำงานมีรายได้ จากเด็กที่ฝึกแค่ 5-6 คน ตอนหลังมีเด็กร่วม 30 คนที่เขียนจิตรกรรมวัด วิถีชีวิต แบบล้านนาน่าน พวกเขาเขียนได้และมีรายได้ด้วย”



“เด็กประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหน”

“ผมภูมิใจในตัวเด็กนะ คือเคยส่งเขาไปประกวดแข่งวาดภาพ เขาได้ชนะเลิศในระดับภูมิภาคและได้ลำดับสามของประเทศไทย”

ปัจจุบันชีวิตอาจารย์ปวินท์ สุทธหลวง ยังเป็นครู แม้ไม่ได้สอนที่โรงเรียนเดิมแต่เขาย้ายขึ้นดอย ขึ้นไปสอนที่โรงเรียนบ่อเกลือ แต่ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ยังกลมกลืนเหนียวแน่น เพราะขณะที่อาจารย์ปวินท์เปิดโรงแรมเล็กๆ ชื่อ”ปวินท์ศิลป์รีสอร์ท” อาจารย์ได้นำเด็กพิเศษทั้งหมดมาเพ้นท์ฝาผนังและร้านอาหารของโรงแรม เป็นงานที่งดงามมาก หากไม่บอกไม่มีทางรู้ว่างานที่เห็นเป็นฝีมือเด็กพิเศษ ส่วนตัวอาจารย์ปวินท์เองได้เก็บงานระหว่างที่เป็นครูเอาไว้จำนวนหนึ่ง อาจารย์บอกว่าส่วนตัวแสดงงานอยู่เรื่อยๆ มีงานเดี่ยวและกลุ่ม งานกลุ่มส่วนใหญ่เป็นงาน Abstract บ้าง Serialis บ้าง Graphic ส่วนใหญ่ใช้สีอะคริลิกกับสีน้ำ ตอนนี้กำลังซุ่มทำงานอยู่เซ็ทหนึ่งซึ่งเน้นสะท้อนศิลปะของเมืองปัว เขาอยากให้คนรู้จักศิลปะแท้ ๆ ของปัวว่ามีอะไรบ้าง และในอนาคตอันใกล้อาจารย์ปวินท์ยังมองว่าถนนหน้ารีสอร์ทจะทำเป็นถนนศิลปะ ตอนนี้อยู่ในช่วงพูดคุยกับศิลปินหลาย ๆ คน ไม่แน่นักปลายปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้าเราคงได้สัมผัส Art Street ที่เมืองปัวและได้ยลผลงานของอาจารย์ปวินท์ที่เก็บซ่อนมานมนาน



จบการเจรจา สิ้นสุดการสนทนา สายฝนโปรยปรายลงมาเบาๆ ชายแปลกหน้าเอ่ยขอบคุณ ลาจากด้วยรอยยิ้ม ย้อนกลับไปบนเส้นทางสายเดิม  ส่วนอาจารย์ปวินท์ สุทธหลวงยังสอนเด็ก ยังผลิตงานศิลปะ ยังดำเนินชีวิตเรียบง่ายต่อไป เขาอาจไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมศิลปะเมืองกรุง แต่เขาเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของเด็กพิเศษแห่งเมืองน่าน เกียรติยศเท่านี้ก็น่าจะพอเพียงต่อการเป็นครูศิลปะท่ามกลางขุนเขากับเงาแสงสะอาดบริสุทธิ์

 

Facebook Leave a Comment