โลกประหลาด ณ ชาติตระการ

พายุทราย พรายทะเล / 10/11/2018 11:26:22



   บรรยากาศยามเช้าที่ร่องกล้า

ปลายปีที่แล้วมีโอกาสมานอนริมธารน้ำใสในอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ ได้เดินขึ้นไปถ่ายภาพน้ำตกชั้นสอง ซึ่งทำได้แค่นั้นเพราะมีเหตุต้องรีบเดินทางต่อไปในพื้นที่อื่น ขณะจากมาได้ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าต้องกลับมาอีก ต้องกลับมาเดินป่าชมผาหิน เดินบนทางทรายบนเขาสูง ที่สำคัญอยากไปชม “ผากระดานเลข” เพิงผาขนาดเล็กที่ซุกซ่อนความยิ่งใหญ่ได้มิดชิดมาหลายพันปี




    เส้นทางจากภูหินร่องกล้าไปชาติตระการ

วันนี้เดินทางกลับมาอีกครั้งตามคำสัญญา มากับก๊วนนิยมป่าศรัทธาธรรมชาติ ได้มือดีที่เคยร่วมงานกลับมาเดินถ่ายภาพด้วยกันอีกครั้ง แม้เหนื่อยหนักกับการก้าวเท้าขึ้นภูสูง ผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ผ่านสายน้ำที่คุ้นชินและไม่เคยเห็น แต่รอยยิ้มกับความสัมพันธ์ยังเหนียวแน่นดังเดิม ดีกว่านั้นคือเพิ่มความแน่นหนาให้คำว่า “เพื่อน” การเดินทางก็เป็นเช่นนี้ คือคัดเราออกจากคน คัดคนออกจากเรา เหลือไว้แต่ที่ใช่ เหลือแต่คนเรียบง่าย เหลือแต่ที่มีใจให้กันเท่านั้น (งานนี้ได้เพื่อนเพิ่มด้วย)


   ผืนป่าน้ำตกชาติตระการ


   กางเต็นท์หลังบ้านพักในอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ




   ธารน้ำชาติตระการ

วันแรกเรานอนพักกันที่ภูหินร่องกล้าด้วยหวังว่าจะได้บันทึกภาพทางช้างเผือก แต่ม่านฝนปลายฤดูโปรยปรายลงมาจึงได้เก็บความหวังนั้นไว้ สายวันใหม่ เดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการแจ้งความประสงค์เช่าบ้านพัก เก็บเสื้อผ้าไว้ที่บ้าน กินข้าวมื้อกลางวัน (ก่อนเวลา) จากนั้นก้าวเท้าสู่ผืนป่าด้วยการเดินในขั้นต้น 4 กิโลเมตร ระหว่างทางแวะบันทึกภาพน้ำตกชาติตระการชั้นที่ 1, 2, 3 และไม่ได้ขึ้นไปที่น้ำตกชั้น 5, 6. 7 แต่เลือกเดินข้ามธารน้ำผ่านผาแดง แกว่งเท้าไปบนสันเขากระทั่งถึงจุดหลายปลายทางที่ “ถ้ำผากระดานเลข”


   สะพานไม้ข้ามธารน้ำบริเวณหน้าน้ำตกชาติตระการชั้นที่ 1


   น้ำตกชาติตระการชั้นที่ 1


   มอสเฟิร์นเกาะตามโขดหิน แสดงให้เห็นถึงความชุ่มชื่นของผืนป่า (บริเวณน้ำตกชั้นที่ 1)


   ทางเดินสูงชันจากน้ำตกชั้นที่ 1 สู่ชั้นที่ 2


ผมคิดว่าไม่น่าเรียกถ้ำกระดานเลขว่า "ถ้ำ" น่าจะเรียกว่า “ผากระดานเลข” จะเหมาะกว่า เหตุเพราะมันเป็นเพียงซอกหลืบเล็กๆ ตรงเพิงผา พอให้คนเข้าไปหลบฝนได้ไม่เกิน 7-8 คน แต่ความสำคัญของผากระดานเลขไม่ได้อยู่ที่กว้างหรือแคบ ลึกหรือตื้น หากมันอยู่ที่หินทรายแผ่นหนึ่งซึ่งมีลวดลายและเรื่องราวประหลาดบนแผ่นหินแผ่นนั้น


   แอ่งน้ำตกชั้นที่ 1 บันทึกภาพจากจุดชมวิวบนน้ำตกชั้นที่ 2


   น้ำตกชั้นที่ 2 (ที่เห็นด้านบนสุดคือน้ำตกชั้นที่ 3)


   น้ำตกชาติตระการชั้นที่ 4


   จากน้ำตกชั้นที่ 4 ต้องข้ามธารน้ำด้วยสะพานไม้ไผ่ 


“กระดานเลข” เป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ มีความหนาพอประมาณ วางพิงผนังเพิงด้านหนึ่ง เอียงเป็นมุมประมาณ 45 องศา บนแผ่นมีร่องรอยการแกะเป็นรูปร่างต่างๆ จะว่าเป็นรูปเรขาคณิตก็ไม่ใช่ เป็นรูปที่เข้าใจก็ไม่เชิง ผมสรุปสั้นๆ ว่ามันเป็นจิตนาการมากกว่าการสื่อถึงเรื่องราวอื่นๆ คือไม่เหมือนภาพเขียนสีโบราณที่สื่อถึงความเป็นอยู่ สื่อถึงสภาพแวดล้อม แต่นี่แปลกออกไป สันนิษฐานในเบื้องต้นว่า “แผ่นหินกระดานเลข” น่าจะเกิดขึ้นในยุดโลหะหรือผ่านกาลเวลามาแล้วประมาณ 10,000-4,500 ปีก่อนคริสตศักราช ที่สันนิษฐานเช่นนี้เพราะการแกะต้องใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทาน ยุคโลหะเป็นยุคที่มีวิวัฒนาการมาจากยุคหิน มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นโลหะแล้ว จึงพอสรุปว่าเป็นแผ่นหินจากยุคโลหะครับ




   กระดานเลข แผ่นหินจากยุคโบราณ มีร่องรอยการแก่เป็นรูปต่างๆ รอคอยการไขปริศนา


   ทางเข้าเพิงถ้ำกระดานเลขแคบเล็กต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ


ถ้าผมสันนิษฐานผิดในข้อแรก ต้องเลื่อนลงไปอีกยุคหนึ่งคือยุคหินต่อเนื่องยุคโลหะ เหตุที่คิดเช่นนี้เพราะหินทรายมีความกร่อนและอ่อนนุ่มกว่าหินชนิดอื่น เป็นไปได้ว่ามนุษย์ผู้แกะสลักกระดานเลขอาจใช้หินที่คมกว่า แข็งกว่า มาเป็นเครื่องมือ แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นในยุคใดต้องยอมรับว่าลายแกะ (แบบมิติเดียว) นั้นน่าสนใจมาก เข้าใจยาก แปลกมากจริงๆ ไม่เคยเห็นในแผ่นดินถิ่นสยามมาก่อน (ใครบางคนพาลคิดไปว่าเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาววววววววว)


   "ผาแดง" แนวผากว้าง เป็นจุดพักและจุดชมวิว


   ขุนเขา สายฝน ท้องนา หมู่บ้าน จุดชมวิวซึ่งมีหลายจุด พบระหว่างเดินไปผากระดานเลข


ทั้งหมดที่กล่าวเกี่ยวกับกระดานเลขเป็นเรื่องต้องค้นและรอคอยคำตอบ รอคอยให้ผู้มาเยือนพินิจพิเคราะห์ด้วยหลักการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่ากระดานเลขคือแผ่นหินทรงคุณค่าที่สุดแผ่นหนึ่งของประเทศไทยหรือของโลก ผมยังงงๆ อยู่ว่าทำไมนักธรณีวิทยาหรือนักโบราณคดีไม่เข้ามาพิสูจน์และให้ความรู้เพื่อความกระจ่างชัดเสียทีในเมื่อค้นพบมานานพอสมควรแล้ว






   ระหว่างทางได้พบมอสเฟิร์น เห็ด กล้วยไม้ และดอกไม้อีกหลายชนิด


   ดอกนางอั้ว


ช่วงสุดท้าย หลังลาเพิงผากระดานเลข เราเดินลงเขาสูงชันเหยียดยาวกว่า 1 กิโลเมตร เป็นอันเสร็จสิ้นการเดินป่าสำรวจธรรมชาติและแหล่งโบราณคดี (ไม่ได้กลับทางเดิม) ส่วนในตอนค่ำย้อนกลับมาบริเวณน้ำตกชั้นที่ 1 กลับมาบันทึกภาพหมู่ดาวพราวฟ้าที่ก่อตัวเป็นช้างโอ่อ่าตัวอ้วน สุดท้ายกลับไปหลับใหลกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ได้เสพสัมผัสความงดงามของธรรมชาติมาตลอดทั้งวัน


   ขากลับต้องเดินลงเขากับระยะทางสูงชันประมาณ 1 กิโลเมตร


   ทางเดินช่วงสุดท้ายหลังลงจากทางชันบนเขา





อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการเป็นอุทยานฯ แห่งหนึ่งที่น่าสนใจเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนและเรียนรู้เรื่องราวทางธรรมชาติที่งดงามซับซ้อน อุทยานฯ น้ำตกชาติตระการมาง่าย เที่ยวง่าย สัมผัสง่าย เดินก็ง่าย (ร่างกายพร้อมหน่อยนะ) สำหรับผมเคยเข้ามาที่นี่สามสี่ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้นับว่าได้สัมผัสผืนป่ามากที่สุดกว่าทุกครั้ง คราวหน้า (ถ้ามีโอกาส) จะเดินขึ้นไปน้ำตกชั้น 5, 6, และ 7 จะเดินบันทึกภาพพันธุ์ไม้งามให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้


ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชุดเดินป่าทุกท่าน ขอบคุณสรวงสวรรค์ที่มอบสิ่งสวยงามให้โลกใบนี้...ใบที่ถูกเรียกว่า “ชาติตระการ” ขอบคุณครับ



   ทางช้างเผือกเหนือน้ำตกชาติตระการชั้นที่ 1

หมายเหตุ

มนุษย์ยุคหินใหม่มีความเชื่อและประกอบพิธีกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อบูชาสิ่งเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้พืชที่เพาะปลูกเจริญงอกงาม ฝนตกตามฤดูกาล มนุษย์ในยุคหินใหม่ได้เปลี่ยนความเป็นอยู่จากที่สูงมาอยู่ที่ราบต่ำ ใกล้แหล่งน้ำ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้านบนเนินเขาเตี้ยๆ ดำรงชีวิตเกษตรกร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ รู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา ทำเครื่องจักรสาน ทอผ้า และพบว่ามีผลผลิตมากกว่าที่จะบริโภคก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและการค้าขาย

Facebook Leave a Comment