ภูอีเลิศ เดินป่าตามหาสายน้ำเหือง

พายุทราย พรายทะเล / 08/09/2018 23:32:52


ท้องนาบ้านปากหมัน ภูเขาที่เห็นด้านหลังคือภูอีเลิศ


ภูอีเลิศ เดินป่าตามหาสายน้ำเหือง

รุ่งสาง ทางมืดเริ่มสว่าง ราตรีสีเทาคลายเงาดำ ฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มและกลายเป็นสีขาวขุ่นอันเนื่องจากเมฆฝนบนภูเขาบดบังแสงตะวัน

พระสงฆ์สองสามรูปย่ำเท้าเปลือยเปล่าไปบนถนนเย็นเหยียบ ตลาดเช้าสดชื่นไปตามบทวิถี ในตลาดมีแม่ค้า มีลูกค้า มีการพูดจาภาษาถิ่นตามความคุ้นเคย พวกเขาถามสารทุกข์สุขดิบตามความห่วงใย ใครไปใครมาก็ทักทายกันฉันมิตร เหมือนญาติสนิท เหมือนลมหายใจพี่น้อง คนแปลกหน้าดื่มด่ำความเอื้ออาทรแทนกาแฟดำ จดจำภาพเหล่านั้นแทนกล้องดิจิตอล

ควันไฟจากเตาฟืนยืนยันกลิ่นชนบท ปลาย่างบนตะแกรงลวดเชิญชวนให้ท้องหิว ข้าวเหนียวไก่ย่างก็ไม่เลว โจ๊กร้อนๆ ก็น่าลองลิ้ม น่าชิมไปเสียทั้งหมด

ป้าแก่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ส่งเสียงทักทาย “มาจากไหนกัน” “จะไปไหน” “ขึ้นภูเหรอ” คนแปลกหน้าจากเมืองใหญ่ตอบเท่าที่ตอบได้ แต่ทั้งหมดที่ถามนั้นดีต่อใจ คล้ายมอบความโอบอุ่น เพียงไม่กี่นาทีหลังลงจากรถโดยสารชาวบ้านหยิบยื่นไมตรีมาให้ แผ่นดินนี้ยังเหมือนเดิม เหมือน 20 ปีที่แล้ว เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปทั้งๆ ที่มันควรเปลี่ยน หรือว่าการต้อนรับคืออ้อมกอดของเลือด เลือดกลุ่มชนคนอีสานที่ฝังรากมาแต่บรรพบุรุษ และมันคือเสน่ห์หนึ่งที่พึงพบบนแผ่นขวานทองของไทย




น้ำตกแก่งช้าง มองจากภูเขาด้านบน

เช้านี้อากาศเย็น เย็นเกินกว่านักเดินทางจะคาดคิด แจ๊คเก็ตตัวบางคงทานได้ไม่นานนัก บนภูสูงลูกนั้นภูที่ฉันตั้งใจไปหาคงเหน็บหนาวเกินกว่าจะทานทน ค้นเสื้อตัวหนาในกระเป๋า...ว่างเปล่า...ลืมเอามา บอกตัวเองว่า “ไม่น่าให้อภัย ต้องเจียดเงินซื้อเสื้อหนาตัวใหม่ ตัวที่แขวนป้ายบอกไว้ว่ามือสอง”

สายแล้ว รถกระบะคุ้นตาสีขาวเลี้ยวเข้ามาหน้าร้านกาแฟ น้องคนสวยกับพี่คนหล่อก้าวลงมาจากรถ ยกมือไหว้ทักทายตามธรรมเนียมไทย “หิวไหม กินอะไรหรือยัง” คำถามดีๆ อย่างนี้เกิดขึ้นกับคนไทยเสมอ โดยเฉพาะเพื่อน เพื่อนที่มาเยือนบ้านเพื่อน เพื่อนที่มารับเพื่อน พวกเขาเป็นเพื่อนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำเมืองเลย คนหนึ่งรู้จักมานานกว่า 20 ปี อีกคนหนึ่งรู้จักแค่ 4-5 ปีแต่นานเหมือนชั่วชีวิต

หลังพูดคุยกันสั้นๆ กระเป๋าถูกวางไว้กระบะท้าย คนซ่อนตัวอยู่ข้างใน พี่คนหล่อเหยียบครัช เปลี่ยนเกียร์ กดคันเร่ง รถออกตัวช้าๆ ด้วยความนวลนุ่ม แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นลำดับ มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านซ้ายซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 40 กิโลเมตร

ในรถการสนทนาเริ่มเป็นงานเป็นการ รายละเอียดการเดินทางประกอบการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สรุปสั้นๆ ว่าทริปนี้ไปถ่ายภาพน้ำตกแก่งช้าง ที่บ้านปากหมัน แล้วขึ้นไปนอนบนภูอีเลิศ วันรุ่งขึ้นลงจากภูอีเลิศย้อนกลับมาบนถนนสายเดิมจากนั้นขึ้นไปสัมผัสหมอกหนาวบนภูเรือ ถ้าไม่มีฝนเราคงได้แกว่งเท้าไปบนทางรก ผ่านพืชครึ้มเขียวปรกป่า เดินเลียบธารน้ำลงมาที่น้ำตกห้วยไผ่ น้ำตกไม่เล็กไม่ใหญ่แต่วิไลในภูเรือ

ถ้าไม่มีอะไรทำให้ติดขัดหรือผิดแผกไปจากแผนคงได้ภาพภูหน้าฝนตามที่ตั้งหวัง แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรง่าย ไม่มีอะไรราบรื่น เพราะที่นี่คือภู ที่นี่คือป่า ที่นี่คือภูงามแห่งเมืองเลย


จุดชมวิวน้ำตกแก่งช้าง ฝั่งหนึ่งไทย ฝั่งหนึ่งลาว


ธารน้ำเหือง ไหลลงมาจากน้ำตกแก่งช้าง  ด้านซ้ายฝั่งไทย ด้านขวาฝั่งลาว
  ถ้าถึงฤดูหนาว น้ำในธารใสสะอาด (น้ำลดจำนวนลง) สามารถเดินย้อนขึ้นไปที่น้ำตกแก่งช้างได้

ที่บ้านปากหมันผมได้เจอชาวบ้าน ได้เจอผู้ใหญ่บ้าน ได้เจอผู้อำนวยการโรงเรียน และได้เจอศิลปินผู้ผกผินมาจากเมืองศรีสะเกษ เขามาสร้างครอบครัวใหม่ในหุบเขาแสนงาม พวกเขาพาผมขึ้นรถกระบะผ่านทางลาดยางสายแคบ วกวนขึ้นไปบนภูเขา แล้วเดินเท้าต่อ ต่อไปที่ริมผาสูง สูงพอมองเห็นทัศนียภาพขุนเขาทั้งในฝั่งไทยและลาว ภูเขาดิบอุดมด้วยพรรณไม้แน่นหนาราวภาพเขียนมากกว่ากว่าภาพจริง

นอกจากป่ายังมีสายธารารินไหลอยู่ด้านล่าง เป็นเส้นทางน้ำลดหลั่นจากผาสูงสู่ที่ราบต่ำ งดงามและยิ่งใหญ่ในคราวเดียว มันคือน้ำตกแก่งช้าง น้ำตกที่ช้างป่าตกลงไปตาย และนี่คือสายน้ำเหืองหรือแม่น้ำเหืองที่กั้นเขตแดนไทย-ลาวนั่นเอง

น้ำตกแก่งช้างในช่วงต้นฝนหล่วงหล่นกระทบหินผาส่งเสียงซ่าๆ ลั่นป่าใหญ่ ช่วงนี้น้ำแดง แต่อีกไม่นานมันจะสะอาดใสรินไหลซอนแทรกราวไพรให้ผู้คนยลยิน


รถอีแต็ก พาหนะในการเดินทางขึ้นภูอีเลิศ


เส้นทางขึ้นภูอีเลิศช่วงแรกเป็นดินลูกรังสลับถนนคอนกรีตสายแคบ

“โย” ศิลปินจากบ้านปากหมันบอกว่าช่วงต้นหนาวน้ำใส กระแสเชี่ยวกรากหลากล้นลดลง เมื่อถึงวันนั้นสามารถเดินทวนน้ำจากธารเบื้องล่างขึ้นมาสัมผัสน้ำตกแก่งช้างได้อย่างใกล้ชิด ผมคิดในใจดังๆ ว่า  "เมื่อวันเวลานั้นมาถึง หลายอย่างเอื้ออำนวยจะกลับมาอีก”

ช่วงบ่ายใกล้เย็นเราซึ่งหมายถึงคนเมือง คนททท. และชาวบ้านปากหมันเปลี่ยนพาหนะจากรถกระบะมาเป็นรถอีแต็ก รถที่มากไปด้วยสมรรถนะในการขึ้นภู ลุยโคลน ผาดโผน เท่าที่ทำได้


ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทาง ชาวบ้านบอกว่านี่คือประตูสู่ภูอีเลิศ  

 

ผู้ชำนาญการขับอีแต็กพาเราไต่ความสูงไปบนทางดินสายแคบ ชื้นแฉะ รถส่ายไปมา ไม่น่ากลัวเพราะเชื่องช้า ผ่านป่าโปร่ง ป่าไผ่ ขึ้นมาสู่อ้อมกอดป่าเต็งรัง ป่าที่แน่นหนาไปด้วยต้นไม้ แรกที่เห็นว่างามแล้ว ตอนหลังยังงามกว่า งามทั้งภูผางามทั้งน้ำใจ


ป่าเต็งรังบนภูอีเลิศ





รถจอดบริเวณลานกว้างอันเป็นจุดกางเต็นท์ เต็นท์ถูกกาง ฟืนถูกก่อ ไม่รอให้มืดค่ำ ส่วนแม่ครัวพ่อครัวฝีมือฉมังลงมือประกอบอาหาร คนประโยชน์น้อยอย่างผมแบกขาตั้งกล้องไปที่หน้าผา เฝ้ามองมายาของอากาศหน้าฝน เรื่องบันทึกภาพตะวันลาขอบฟ้าคงตกไปด้วยเหตุเมฆหนา ฟ้าผิดสำแดงด้วยเมฆเทาหม่น แต่คนเมืองผู้ไม่เคยยลไม่เคยสัมผัสก็สารภาพว่าเท่านี้ก็งามเหลือเกินแล้ว เพลิดเพลินกับการบันทึกภาพขุนเขาจนเงาไม้เปลี่ยนสี ราตรีเข้าครองจึงถอนตัวจากแผ่นผาเดินผ่านป่ากลับมายังที่พัก


เส้นทางสายแคบ ช่วงสุดท้ายก่อนถึงที่กางเต็นท์






เลือกจุดกางเต็นท์


ฟ้ามืด กองฟืนสว่าง เสียงคนพูดคุยแรกเปลี่ยนเรื่องราวการเดินทางการท่องเที่ยวป่าดำเนินไป ความตอนหนึ่งจำได้ว่าภูอีเลิศเป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลด้วยความรัก ช่วยกันทักทอศรัทธาให้ผืนป่าเอกอุดม เป็นที่ชื่นชมของนักท่องเที่ยว เป็นป่าเปลี่ยวที่ก่อประโยชน์ บนภูแห่งนี้มีผาหินอยู่โดยรอบ ส่วนจุดที่เราพักค้างคือตำแหน่งที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ดีในที่นี้หมายถึงเหมาะกับการกางเต้นท์ เหมาะสมดี ใกล้ดี ปลอดภัยดี สุดท้ายงามดี งามด้วยมีทัศนียภาพกว้างไกล มองเห็นบ้านปากหมันอยู่ด้านล่าง มองเห็นสันเขาภูสวนทรายอยู่ด้านบน ใครบางคนบอกว่าถ้ามาช่วงต้นหนาวจะเจอหมอกพราวหนา เป็นทะเลหมอกที่น่าอัศจรรย์เพราะภูอีเลิศสูงกว่าระดับน้ำทะเล 600 กว่าเมตรเท่านั้น


ผาภูอีเลิศยามเย็น


มองเห็นบ้านปากหมันอยู่ด้านล่าง







ค่ำคืนนี้ไม่มีจันทร์ ไม่มีดาว มีแต่เมฆ เมฆ และเมฆ ก่อนเที่ยงคืนฝนบางๆ ตกลงมา กระทบผืนป่า กระทบผ้าใบ เคยมีสักครั้งไหมที่นอนฟังมันอย่างชื่นชม เคยมีสักครั้งไหมที่เดินทางอย่างไร้ความหวัง คือไม่คาดหวังว่าจะเจออะไร ไม่หวังว่ามันจะงามอย่างไร ถ้าไม่หวังก็สุขใจ ถ้าทำไม่ได้ก็คลายไม่ออก ส่วนคราวนี้ในคืนนี้ผมไม่มีอะรต้องหวังคือไม่หวัง หากมันจะงามก็งามไม่ต้องถามถึงความหวัง ก่อนหลับใหลสรุปในใจสั้นๆ ว่าขนาดไม่มีทะเลหมอกมาหยอกเย้าเรายังรักขนาดนี้ วันหนึ่งถ้ากลับมาแล้วมี กลับมาแล้วเจอ มิหลงรักมันจนหัวทิ่มหัวตำหรอกหรือ


ทัศนียภาพป่าภูอีเลิศก่อนค่ำ




กองไฟ สิ่งจำเป็นที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตกลางป่า


เช้าวันใหม่ เสียงไก่ปลุกตั้งแต่ยังไม่สาง กลิ่นกองฟืนไฟฟางยังกรุ่น เช้านี้ทุกคนยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ผมยังก้าวเท้าไปตามทางเดินสายแคบ แอบหลบลมอยู่หลังก้อนหินใหญ่ บันทึกภาพด้วยหัวใจแสนสุข ไม่น่าเชื่อพวกเขาดูแลป่าได้ดี ไม่น่าเชื่อว่าบ้านพวกเขามีภูงามนามอีเลิศ ไม่น่าเชื่อที่ชายแปลกหน้าจากแดนไกลได้มาสูดลมดมดื่มดินบนภูแห่งนี้ ทุกการเดินทางล้วนไม่น่าเชื่อ ทุกการพบเจอล้วนมีรอยยิ้ม แม้สายหมอกยังมีไม่มาก หากความสุขที่ได้รับนั้นเต็มเปี่ยม ถ้าจะกล่าวว่าป่าภูอีเสิศเป็นป่าชุมชนชั้นดีคงไม่ผิด และคงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่าเป็นป่าที่ถูกดูแลได้ดีเยี่ยม ป่าเต็งรังแน่นหนา ป่าเต็มไปด้วยความสมบูรณ์ ดอกไม้พื้นล่างอย่างแววมยุรากับข่าลิงเบ่งบานเต็มไปหมด ส่วนเห็ดไม่ต้องพูดถึงบานเต็มภู


ผาหินและจุดชมวิวมากมายหลายจุด ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของภูอีเลิศ


กำแพงหินริมผา








ทุกผาสามารถเดินถึงกัน













เช้านี้ผมเดินสำรวจในรัศมีใกล้ๆ ที่พักแล้วพบว่า หน้าผาสูงชันของภูอีเลิศเป็นจุดถ่ายภาพที่ดีมีมากมายหลายจุด ได้แต่พูดว่าไม่น่าเชื่อ...ไม่น่าเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อเพราะที่กำลังย่ำอยู่นี้เดินในรัศมี 1 กิโลเมตรเท่านั้น หากได้ข้ามภูไปให้ทั่วสักหนึ่งวันคงกลายเป็นสวรรค์ของคนเดินป่า แต่ไม่เป็นไร จะหาโอกาสมาใหม่ ปลายฝนต้นหนาวน่าจะใช่ คือช่วงนั้นธารน้ำใส กล้วยไม้บางใบแซมดอก ดวงดาวในคืนไร้ฝนพร่างพราว หมอกหนาวคงพราวพรายปกคลุมภู






จุดชมวิวบางจุดก็เล่นเอาใจสั่นได้เหมือนกัน






มอสบนกิ่งไม้และผาหินแสดงถึงความชื้นของป่าแห่งนี้



ก่อนอาศัยรถคันเดิมลงไปบนทางสายเดิม ผมกล่าวขอบคุณป่า ขอบคุณศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อป่า ช่วยดูแลรักษาป่า หากไม่มีพวกท่านคงไม่มีป่า ไม่เหลือป่า ไม่เหลือพรรณพฤกษาใดๆ ให้ลูกหลานได้สืบสาน มันคงกลายเป็นภูหัวโล้นที่เต็มไปด้วยข้าวโพดอาหารสัตว์อย่างที่ภูอื่นเป็น กราบขอบคุณแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศด้วยครับ

นี่คือภูอีเลิศ ป่าชุมชนของคนไทยอันเป็นป่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งครับ


ดอกข่าลิงพบมากในช่วงฝน


แววมยุรา


ฝูงมดบนโขดหิน


กิ่งก่า


ตั๊กแตน


หมายเหตุ
- ผู้ที่สนใจพักค้างและศึกษาธรรมชาติบนป่าภูอีเลิศติดต่อคุณเอ เพชรรัตน์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย

ขอบคุณ
-  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเลย
- ชาวบ้านทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือกระทั่งงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


เด็กนักเรียนมาช่วยกันเสริมเพิ่มพันธุ์ไม้คลุมดิน


โต๊ะเก้าอี้จากป่า


บนภูอีเลิศยังมีทางเลือกให้ศึกษาธรรมชาติอีกมากมายหลายจุด


 

Facebook Leave a Comment