บ้านเมืองอางบนทางรัก (ขอบใจเชียงใหม่ ขอบใจไทยแลนด์)

พายุทราย พรายทะเล / 11/08/2019 11:21:32


ป่าแล้ง





กลุ่มจิตอาสาจากกรุงเทพฯ เดินทางมาถึง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ในช่วงเช้า หลังจากแวะเข้าไปกราบไหว้พระธาตุศรีจอมทองจึงเดินทางมาที่ด่านป่าไม้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (ด่าน 1) จากนั้นเปลี่ยนยานพาหนะจากรถตู้มาเป็นรถกระบะ ออกเดินทางผ่านป่าดิบแล้งมาตามถนนอุทยานฯ ไม่นานนักจึงเปลี่ยนมาเป็นถนนสีฝุ่น ไต่ความคดโค้งสูงชัน ผ่านป่าทิ้งไปขึ้นไปถึงบ้านเมืองอาง บ้านของชาวปากาเก่อญออันเป็นจุดหมายปลายทาง

ความจริงขณะเดินทางมีเรื่องตลกร้ายอยู่เรื่องหนึ่ง คือพรรคพวกทั้งหมดวางเสบียงและกระเป๋าเสื้อผ้าไว้หลังรถแล้วซุกตัวเข้าไปภายใน ส่วนผมกับ "นุ บางบ่อ" ขอนั่งหลัง ที่มั่นใจเพราะถามไถ่เรื่องเส้นทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ความว่าถนนดี ทางเรียบ มีขรุขระบ้างบางช่วงบางตอนเพราะกำลังสร้างทาง ส่วนฝุ่นมีนิดหน่อย "นิดหน่อย" ของคนดอยมันประมาณนี้ (ดูจากภาพเอาเองเถอะครับ) คงไม่ต้องบอกนะครับว่าผมกับนุมีสภาพยังไง




ทัศนียภาพผืนนาขั้นบันไดในหุบเขา ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนหรือช่วงข้าวเต็มนาคงงามมาก ผมกับทีมงานบางคนได้แต่นัดแนะกันว่าน้ำเต็มนาเมื่อไหร่จะกลับมาอีก ซึ่งเชือว่าเป็นผืนนาที่สวยงามไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดินนี้


มาถึงก็ทำงานกันเลย เจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้นำ พาเราเดินเข้าป่า เดินไปบนทางสายแคบที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง หลายช่วงหลายตอนด้านหนึ่งเป็นป่าผลัดใบ อีกด้านหนึ่งเป็นหุบเหว






มะลิป่าโรยราลงบนพื้น พอให้ชื่นใจ




ใบไม้แห้งที่เห็นคือปุ๋ย คือเชื้อเพลิง ถ้าอยากให้เป็นปุ๋ยต้องป้องกันไม่ให้มันโดนไฟ  การเก็บกวาดจึงเกิดขึ้น และนั่นคือหนึ่งในการทำแนวกันไฟ หมายความว่าเราต้องเก็บกวาดใบไม้ทั้งหมดแยกออกจากกัน ตรงกลางต้องไม่มีใบไม้ เพราะถ้ามันไหม้ทางหนึ่งจะได้ไม่ลามมาอีกทางหนึ่ง  ส่วนใหญ่กวาดแยกลงไปที่ไหล่เขาหรือหุบซ้ายขวา




วิธีกวาดไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ใช้กิ่งไม้กวาดใบไม้ ใช้แรงใจกวาดไฟป่า


การเริ่มกวาดใบไม้เพื่อเป็นแนวกันไฟเริ่มบนดอยน้ำอุ่น (หลังจากเดินมาประมาณ 1 กิโลเมตร)  กวาดไล่เรียงลงมาด้านล่าง แยกซ้ายขวา แบ่งออกเป็นสองทีม ทีมชาวบ้านมีทั้งเด็กผู้ใหญ่ ทั้งหญิงและชาย พวกเขากวาดนำ พวกเราจิตอาสากวาดตามพร้อมกับเก็บรายละเอียด อันไหนหรือตรงไหนเห็นว่ายังไม่เรียบร้อยหรือกว้างไม่พอก็กวาดเพิ่มเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดระยะห่างประมาณ 4-5 เมตร 




เหนื่อยนักพักกินข้าว เป็นข้าวผัดดอกกระหล่ำปลีปลอดสารกับน้ำพริกกากหมู เอร็ดอร่อยไปตามสมควร ส่วนภาคบ่ายกวาดต่อ กวาดจนมาถึงจุดหนึ่งซึ่งชาวบ้านและป่าไม้บอกว่าจบงาน



การทำแนวกันไฟแบบนี้ถือว่าเรียบง่าย ไม่ต้องขุดดินเป็นร่องลึก (แนวยาว) ซึ่งมันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องการไฟป่า ที่ดีมากคือขณะเก็บกวาดไม่มีใครเป็นนาย ไม่มีใครเป็นบ่าว  มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไร้ชนชั้น ไร้มารยา 


จากถูกใบไม้ปกคลุมแน่นหนา สุดท้ายกลายเป็นแบบนี้ นี่คือแนวกันไฟบนดอยน้ำอุ่น บ้านเมืองอาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์


เสร็จงาน ขากลับเดินลงอีกทาง ค่อนข้างสูงชันกว่าขาขึ้น จึงได้เห็นภาพมิตรภาพระหว่างเพื่อนแบบนี้



ความจริงป่าในบริเวณบ้านเมืองอางเป็นป่าผสม มีทั้งป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ที่ต้องไปทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าที่มักเกิดขึ้นในป่าผลัดใบไปทำลายความเสียหายต่อผืนป่าทั้งหมด ถ้าหากเกิดขึ้นสิ่งที่ตามมาคือป่าแห้ง ต้นไม้ตาย ดินเสีย ความชื้นในดินไม่มีเหลือ สุดท้ายจะขาดน้ำในที่สุด และนั่นคือหายนะครับ


แมลงมุมใยทอง เพื่อนต่างพันธุ์ส่งยิ้มให้ฉันระหว่างทางกลางดอย


แปลงเพาะกล้าผัก




ผักคะน้าปลอดสารแปลงนี้รสชาติดี กินแล้วชื่นใจ จำไม่ได้ว่ากินผักอร่อยๆ สด ใหม่แบบนี้ครั้งสุดท้ายที่ไหน  กินแบบสบายใจไม่ต้องกลัวสารพิษ


ลงมาถึงหมู่บ้าน พักเหนื่อย ล้างหน้าล้างตา ขับไล่ความเหมื่อยล้าออกไปจากร่าง ยังพอมีเวลา คือยังไม่ค่ำ ดังนั้นจึงออกไปเยือนแปลงผักของชาวปากาเก่อญอ พบว่าเป็นแปลงผักปลอดสารแบบกางมุ้ง คือคลุมด้วยตาข่ายขาว ป้องกันแมลงและกรองแสงแดด เย็นวันนี้ได้กินผัดผักปลอดสารกับข้าวไร่จากนาขั้นบันได (ถามตัวเองเบาๆ ว่าซื้อผักบุ้งมาทำไม? ตอบตัวเองเบาๆ ว่า กันไว้ก่อน กลัวอด"


กระเพราแดง เดินเก็บตามบ้าน ไม่ต้องซื้อไม่ต้องขายให้กันฟรี มีอะไรก็หยิบยื่นให้กัน เป็นหมู่บ้านที่น่ารักเพราะมีแต่รอยยิ้มกับน้ำใจเต็มไปหมด



ช่วงค่ำของวัน ช่วยกันทำกับข้าวในบ้านพักแบบโฮมสเตย์หลังใหญ่ ทำกันแบบมั่วบ้างไม่มั่วบ้าง ส่วนหนึ่งเป็นผักกับปลาทูที่ซื้อมาจากในเมือง อีกส่วนหนึ่งเป็นผักปลอดสารพิษของปากาเก่อญอ มีไข่เจียวอีกจานสองจาน อันนี้ใครบางคนบอกว่าขาดไม่ได้ จากนั้นนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันจนดึกดื่นจึงแยกย้ายกันเข้านอน (สาวนางหนึ่งอยากบันทึกภาพดวงดาวแต่ค่ำนี้เป็นคืนข้างขึ้น จันทร์ครึ่งดวงกระจ่างฟ้า ทะเลดาวจึงลาแสงเห็นไม่ชัด) 

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนก่อนสาง ก่อนแสงแดดจะทาบทับเส้นทางกลางป่า ก่อนวันเวลาแห่งการลาจากจะเยื้องกายเข้ามา (ไก่ยังเป็นนาฬิกาปลุกชั้นเยี่ยม แป๊ะมาก)


แสงเช้าหลังบ้านกับดอกไม้งาม "สร้อยอิทนิล"


คุณจอยเจ้าของบ้านกับแสงยามเช้า

ขณะพวกเราทะยอยกันอาบน้ำเก็บของ คุณจอยเจ้าของบ้านลงมือทำอาหารเช้า ซึ่งประกอบไปด้วยข้าวต้มและแกงข้าวเบ๊อะหรือ "ต่าพอเผาะ" อาหารชาวดอยที่หุงข้าวกับพริกแกงแล้วใส่ผักลงไป จะใส่แค่หน่อไม้อย่างเดียวหรือใส่หลายอย่างก็ได้ ทำให้นึกถึงแกงโฮ๊ะของคนเมือง (ล้านนา)


แกงข้าวเบ๊อะหรือปากาเก่อญอเรียกว่า "ต่าพอเผาะ"


คัดแยกผัก



ท้องอิ่ม การเดินทางเริ่มขึ้น เราแวะไปที่โรงคัดแยกผัก มีผักสลัด คอส เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก  คะน้า ฯลฯ ผักเหล่านี้จะถูกคัดขนาด ถ้าใหญ่หรือเล็กจะถูกคัดออก ที่เหลือส่งไปโครงการหลวง ราคาส่งแล้วแต่ชนิดผักหรือช่วงฤดูกาล เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 20-30 บาท ส่วนผักที่ถูกคัดออกเขาขายกิโลกรัมละ 5 บาท จะมีผักปลอดสารที่ไหนถูกเท่านี้ คิดได้ดังนั้นจึงขนผักกลับกรุงเทพฯ จนเต็มรถตู้ ที่นั่งแทบไม่มี มีแต่ที่ให้ผัก


รอยยิ้มของเด็กน้อยติดอยู่ในใจผู้มาเยือน


นอกจากปลูกผัก ทำนา ชาวปากาเก่อญอ บ้านเมืองอาง ยังนิยมเลี้ยงวัวด้วย


ธารน้ำขนาดเล็กรินไหลจากดอยสูงสู่ที่ราบ


ผมกับพรรคพวกโบกมือลาชาวบ้าน ยานพาหนะคันเดิมแล่นออกมาบนเส้นทางสายเดิม ขณะรถแล่นผ่านขุนเขา นาข้าว ผมคิดว่าที่นี่...ที่บ้านเมืองอางแห่งนี้ในอนาคตจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่บนดอยอินทนนท์ คล้ายกับบ้านกระเหรี่ยงที่แม่กลางหลวง คล้ายบ้านกระเหรี่ยง บ้านผาหมอน หรือคล้ายท้องนากว้างในเมืองแม่แจ่ม ซึ่งหวังว่าในช่วงฝนน้ำล้นนาผมคงได้กลับมาอีกครั้ง กลับมาบันทึกภาพความงาม นำออกไปสู่โลกกว้าง เพื่อทำทางให้บ้านเมืองอางเป็นชุมชนท่องเที่ยวตัวอย่างในแบบเกษตรพอเพียงครับ

หมายเหตุ
- ชาวปากาเก่อญอหรือกระเหรี่ยงที่เราเรียกจนคุ้นปากเป็นชาวไทยภูเขาที่รักป่า บูชาป่า เห็นความอุดสมบูรณ์ของป่าเป็นสำคัญ เป็นชีวิต การทำแนวกันไฟเป็นการป้องกันไม่ให้ป่าถูกทำลาย ซึ่งสอดแทรกการปลูกจิตสำนึกให้ปากาเก่อญอรุ่นใหม่ ทั้งยังเป็นแรงสามัคคีที่ควรยึดโยงดำรงไว้
- บ้านเมืองอาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

ขอบคุณ
- ชาวปากาเก่อญอ บ้านเมืองอาง
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนน์
- เวปไซด์อาสาเที่ยว
- จิตอาสาทุกท่าน
- www.khobjaithailand.com (ขอบใจไทยแลนด์) 















 

Facebook Leave a Comment