เขานมนาง

พายุทราย พรายทะเล / 02/10/2017 16:41:25



ข่าวล่ามาเร็ว จากศูนย์ข่าวยี่เป็งนิวส์ (ข่าวโคมลอย) ในเนื้อข่าวบางตอนจับใจความได้ว่าคนจากบางกอกถูกหลอกให้ไปเดินป่าขึ้นเขา คนที่หลอกแว่วว่าเป็นโจรขโมยใจจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานอยุธยา) เท็จจริงอย่างไรให้ติดตามหรือตามติดๆ เรื่องนี้อาจมีลับลมคมนัย ไม่เป็นอย่างที่คิด หรือไม่ใช่เรื่องจริงก็เป็นได้


บทเริ่มต้น ทางเรียบในระยะสั้น จากนั้นขึ้นเขาโดยตลอด

11 ชีวิตออกจากวัดพระพุทธฉายหลังงานแถลงข่าว "งานออกพรรษาสระบุรี" จบลง รถกระบะพาเราผ่านสุสานจีนหรือที่เรียกกันติดปากว่าหวงซุ้ย พามาถึงชายป่าซึ่งเป็นจุดนัดหมายในการเดินขึ้นสู่ปลายทาง "เขานมนาง"


กระเจียวขาวผุดพราวเต็มป่า กระเจียวขาวชนิดนี้มีให้เห็นเฉพาะที่เฉพาะถิ่น


"กระทือ" ดอกไม้ในสกุลขิงข่า พบระหว่างทาง สลับกับดอกกระเจียวอยู่เป็นระยะ


ไม้เลื้อยสีสวยสดใสแซมแทรกอยู่ในดงเฟิร์นนาคราช


ริมทางเข้า (เข้าป่า) ผีเสื้อถุงทองบินไปมา ผมไม่ได้นัดหมายแต่มันบินมาทักทาย ส่วนลูกหาบกับผู้นำทางหายไป คงนัดหมายอะไรกันกันผิดพลาดนิดหน่อย

เรารอจนกระทั่งตะวันเคื่อนคล้อยลอยต่ำลงจึงออกเดินเท้า ป่าไม้วัยหนุ่มนาม"สงคราม" นำทาง ลูกหาบยังไม่มา ของบางส่วนจึงต้องแบกเอง ผมคิดในใจว่าไม่เป็นไร ระยะทางขึ้นเขาแค่ 1 กิโลเมตรกับความสูงแค่ 300 เมตรไม่น่าเป็นปัญหา แต่เชื่อไหมผมคิดผิด ที่คิดผิดมาจากหลายสาเหตุ 1.เส้นทางรกเรื้อเหมือนไม่เคยเป็นเส้นทางเดินมาก่อน 2.ต้องรีบเดินก่อนป่ามืดหมดแสง 3.ทางเดินสูงชัน ไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ในเบื้อต้น แค่ 3 ข้อนี้ก็ทำเอาเหนื่อยแล้วครับ 


ป่าหนาแน่นอุดมสมบูรณ์


ตะวันยามเย็นเคลื่อนตัวเข้าหลังเมฆหรือเมฆบดบังดวงตะวัน...ผมไม่รู้ แต่ช่างมันเถอะ มันงามก็พอแล้ว


ทางเดินช่วงแรกราบเรียบแล้วสูงชันขึ้นเป็นลำดับ เดินยากตรงที่ทางเดินคล้ายทางน้ำมีหินก้อนเล็กใหญ่เรียงรายเต็มไปหมด กระทั่งต้องปีนป่ายแนวหิน

ป่าช่วงแรกมีกระเจียวผุดดอกขาว มีดอกกระทือและดอกไม้สกุลขิงข่าเป็นดงดอน ถ้าไม่รีบผมคงจมจ่อมอยู่บริเวณนี้เป็นชั่วโมง คงได้บันทึกภาพดอกไม้มากมายที่ผุดพราวราวพนักงานต้อนรับ

หลุดจากดงกระเจียว ทางสูงชัน ป่ารก ยุงป่าได้กลิ่นเหยื่อ มันตามเหงื่อและลมหายใจมาติดๆ ตามชิดราวหิวโหยมาแรมปี กระทั่งมาถึงเนินหินมันจึงบินหายไป ป่าช่วงสุดท้ายเปลี่ยนเป็นป่าเต็งรังบนพื้นหิน เป็นป่าเต็งรังที่แปลกตา แม้ยังไม่ถึงฤดูทิ้งใบผลิดอกแต่มันก็สวยงามในระดับหนึ่ง สุดท้ายเราขึ้นมานั่งอยู่บนโขดหินริมภูผาอันเป็นยอดสูงสุดของเขานมนางใช่! เราขึ้นมาถึงก่อนตะวันลา ขึ้นมาทันเห็นสนธยาลาลับไปกับมวลเมฆ ทัศนียภาพงดงามเป็นที่น่าพอใจและน่าแปลกใจเพราะไม่เคยคิดว่าอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มีมุมแบบนี้ มุนที่เห็นทัศนียภาพกว้างไกลรอบกายในมุม 360 องศา


แสงสุดท้ายก่อนย้ายจากยอดเขานมนางสู่เขาเรด้าร์ 


เขาเรดาร์ ทางด้านซ้าย  ส่วนทางด้านขวาคือทิวเขาสลับซับซ้อน (ซุกซ่อนน้ำตกสามหลั่นไว้ด้านล่าง)


เสียงชัตเตอร์ลั่นดัง ฟังเสียงลมพรมเพลิน แต่อยู่บนผานมนางได้ไม่นานไปกว่านี้ ตรงนี้ไม่ใช่ที่นอน ที่นี่ไม่ใช่ที่กางเต็นท์ (ทั้งๆ ที่ควรนอนที่นี่เพราะมันเป็นที่ๆ ดูดาวได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ ทั้งดาวบนฟ้าและดาวบนดิน

เราออกเดินเท้าอีกครั้ง เขาเรดาร์คือจุดหมายที่อยู่ห่างออกไป ป่าเริ่มมืด ราตรีทักทาย เพื่อนหลายคนหายใจถี่เนื่องจากเหนื่อย ช่วงสุดท้ายต้องเดินช้าลงเพราะป่ามืด เพื่อนข้างหน้าส่องทางให้เพื่อนข้างหลัง เพื่อนข้างหลังส่องไฟให้เพื่อนหน้า ช่วยกันไปช่วยกันมา...มาจนถึงปลายทาง "เขาเรดาร์"

กว่าจะผูกเปล กว่าจะกางเต็นท์เวลาล่วงไปกว่าชั่วโมง สุดท้ายสำเร็จตามจุดหมาย กินข้าวกันในความมืด มีเสียงฟ้าคำราม กลิ่นลมฝนผ่านมา เมฆหนาเคลื่อนเข้าปกคลุม ไม่ต้องหวังว่าจะบันทึกภาพทางช้างเผือกเพราะไม่นานฝนก็ตกลงมา เม็ดหนาพอสมควร แต่ตกไม่นาน ตกแค่ ไล่ความอบอ้าว สร้างความชุ่นเย็น เป็นไปตามวิถีธรรมชาติที่มิอาจหลีกเลี่ยง


กองฟืนยามเช้าขับไล่ความเหน็บหนาวยามสาง


ไม่พบอาทิตย์วันใหม่แต่มองเห็นผืนป่าหายใจเป็นจังหวะ



เช้าวันใหม่ผมตื่นตอนฟ้าเริ่มสาง ลุกจากที่นอน เดินผ่านดงหญ้าไปที่ผาหิน ปักหลักรอคอยอาทิตย์วันใหม่ 1 ชั่วโมงผ่านไปไม่มีทีท่าเพราะว่าเมฆหนามาก สุดท้ายย้ายกลับมา เป็นเวลาเดียวกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้กำลังเปลี่ยนกองฟืนเป็นกองไฟ ต้มน้ำให้เพื่อนกินกาแฟ ต้มโจ๊ก ลวกบะหมี่ ก่อนที่การเดินทางจะเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ท้องอิ่ม เท้าก้าว คราวนี้ย้อนกลับไปทางเดิม กลับไปดูถ้ำเล็กๆ ที่ทหารญี่ปุ่นขุดเจาะเพื่อทำเป็นป้อมปืนในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้ำมีขนาดเล็กมาก คือแค่ซ่อนปืนใหญ่กับหัวใจอีกไม่ถึงสิบดวง ตรงนี้ถูกเรียกว่าา "ถ้ำปืน" ส่วนอีกสองถ้ำเป็นถ้ำเก็บอาวุธเก็บเสบียง ถ้ำสุดท้ายคือถ้ำลี้ภัย


ออกเดินเท้าสู่ถ้ำญี่ปุ่น


ไม้เลื้อยในสกุลย่านลิเภาปกคลุมภูเขาหิน

อยากสารภาพความจริงอย่างหนึ่ง คือผมไม่ได้สนใจถ้ำแห่งนี้มากไปกว่าพันธุ์พืชและภูมิทัศน์ เรื่องสงครามหากจะนำมาเป็นจุดขายถือว่าเกือบไม่น่าสนใจเลย พูดง่ายๆ คือมันหลงเหลือหลักฐานน้อยมาก แทบไม่เหลืออะไรนอกจากถ้ำที่ถูกเจาะจากน้ำมือมนุษย์แล้วตั้งข้อสมมุติว่ามันเป็นป้อมปืน ปืนที่เอาไว้ยิงทหารพันธมิตรในแนวเส้นทางเดินทัพตั้งแต่สระบุรี อยุธยาและกรุงเทพฯ แต่เอามาเป็นองค์ประกอบเพื่อให้เกิดมนต์เสน่ห์ถือว่าใช้ได้ครับ


ดงเฟิร์นเพลินตา เติบโตริมภูผา แทงยอดทายท้าแสงตะวัน 


เฟิร์นกระปอกเล็ก

ความจริงผมสนใจพันธุ์ไม้ ผีเสื้อ และทิวทัศน์มากกว่า ที่สนใจเพราะระหว่างทางหรือนัยหนึ่งรอบๆ ตัวมีพันธุ์ไม้มากมายให้ศึกษา เป็นพันธุ์ไม้ตั้งแต่มอส เฟิร์น กล้วยไม้ และไม้ยืนต้น ขอยกตัวอย่างหนึ่ง คือเฟิร์นกระปอกเล็กเป็นเฟิร์นที่เห็นในเกือบทุกป่าของไทย แต่ที่นี่ (ในรัศมีไม่กว้างมาก) พบเฟิร์นกระปอกเล็กอยู่เต็มไปหมด ส่วนเฟิร์นนาคราชก็เจริญเติบโตอยู่ดกดื่นเช่นกัน ที่น่าสนใจคือเฟิร์นและไม้เลื้อยหลายชนืดงอกเงยอยู่บนหิน ไม่ใช่คาคบไม้หรือผืนดินที่ชุ่มชื้น


ปากถ้ำปืน


ภายในถ้ำปืนที่สันนิษฐานวาญี่ปุ่นขุดเจาะเป็นถ้ำขนาดเล็กมาก แคบมาก เพดานก็ต่ำ เอาไว้นั่งอย่างเดียว ยืนไม่ได้
 


ถ้ำปืนอีกด้านหนึ่ง เอาไว้วางปืน


"ถ้ำเสบียง" บริเวณปากถ้ำ


ช่วงสุดท้ายก่อนแบกเป้ลงมาจากเขา เราปรึกษากันว่าจะเดินลงตามเส้นทางเดิมที่ขึ้นมาเมื่อวานนี้ แทนที่จะเดินลงอีกด้านหนึ่งซึ่งมีระยะทาง ประมาณ 3.5 กิโลเมตร ที่เปลี่ยนเพราะเรามีเวลาไม่มาก ที่ปรับเพราะทีมเราไม่พร้อมเท่าที่ควร ไม่พร้อมเพราะเราไม่รู้อะไรล่วงหน้ามาก่อน ไม่มีข้อมูลใดๆ อยู่ในหัว ทีมเราไม่ใช่หนุ่มสาวกร้าวแกร่งหรือแข็งแรงพอจะเดินฝ่าไปบนเส้นทางที่ปกปิด (ไม่ใช่เรื่องง่าย) ทางสายนี้ต้องการคนที่ใช่ ที่เหมาะ ที่ควร ซึ่งผมคืดว่าตัวเองแม้สูงวัยแต่ยังไหวอยู่ สัญญาวันหน้าจะมาใหม่ เอากันให้ถึงแก่นใจ สำรวจกันให้ทะลุปรุโปร่ง


จากถ้ำเสบียง เจ้าหน้าที่ป่าไม้พาเดินมาอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งไม่ได้กลับทางเดิม (เปิดทางใหม่) เป็นทางริมผา ปรากฏว่าเป็นทางที่รกเรื้อไม่เอื้อต่อการเดิน บางช่วงชันมาก เหมาะกับเจ้าหน้าที่มากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ถ้าจะทำเป็นเส้นทางท่องเที่ยวคงต้องปรับเพื่อความปลอดภัยกันอีกมากครับ


ลงมาสู่เส้นทางปกติ


แต่ถึงอย่างไรผมก็รักทริปนี้ หลงใหลป่านี้ สดุดีเพื่อนร่วมทางที่เป็นห่วงเป็นใยให้ความช่วยเหลือ ขอสรุปเบาๆ ว่าเป็นป่าใกล้เมืองที่น่าท่องเที่ยว เป็นทางสายเปลี่ยวที่ทำให้ผมชื่นใจ มีศักยภาพเพียงพอต่อการเดินเท้าท่องเที่ยว เป็นดงที่น่าส่งเสริมให้เป็นเส้นทางใหม่ในหัวใจคนแบกเป้เดินป่าครับ

 
รอยยิ้มก่อนจากลา


น้ำตกสามหลั่น อยู่ใกล้ๆ ที่ทำการอุทยานฯ ห่างประมาณ 200 เมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่ (น่าจะ) สวยแต่มาทีไรน้ำน้อยแบบนี้ทุกที ไม่เว้นช่วงฝนชุกซึ่งถือว่าผิดปกติ เข้าใจว่าด้านบนคงทำฝายชะลอน้ำไว้ 


หมายเหตุ
- ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่าน เริ่มตั้งแต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานอยุธยา) เจ้าหน้าที่ป่าไม้อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น รวมถึงลูกหาบ (วันกลับ) ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์จากค่ายอดิศร สระบุรี

ข้อแนะนำและรายละเอียด
- การเดินป่าเขานมนาง นักท่องเที่ยวต้องติดต่ออุทยานแห่งชาติเขาสามหลั่น เท่านั้น อย่าเดินเอง โดยเฉพาะช่วงฝนนี้ทางปิด หลงได้ง่าย
- บนเขานมนางและเขาเรด้าร์ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีแหล่งน้ำ ถ้าอยากอาบน้ำต้องแบกน้ำขึ้นไปเอง ส่วนที่กางเต็นท์น้อย พื้นไม่เรียบ เหมาะกับการผูกเปลมากกว่า แต่เขานมนางเป็นสถานที่ดูดาวและชมดวงตะวันขึ้น-ตกที่ดีมากแห่งหนึ่ง
- หากเขานมนางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศึกษาอย่างจริงจัง คงต้องจำกัดนักท่องเที่ยวเพราะบนเขานมนางและเขาเรด้าร์มีที่สำหรับผูกเปลและกางเต็นท์ไม่มากนัก (พื้นที่ค่อนข้างเล็ก) 
- อุทยานแห่งชาติสามหลั่นยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลายจุด ทั้งที่เปิดอย่างเป็นทางการและยังไม่เปิด


นกกระแตแต้แว้ด ยืนหากินริมบึงน้ำ ใกล้ๆ ร้านอาหารอุทยานฯ  

 

Facebook Leave a Comment