ภูหลวงเดือนธันวา ตามรอยช้างป่า แต่พบเลียงผาเป็นการทดแทน

พายุทราย พรายทะเล / 08/12/2016 21:09:01







เกือบขวบปีผมกลับมาภูหลวงอีกครั้ง มาเพื่อสร้างโป่งให้โขลงช้าง ช้างที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 กับสมเด็จพระบรมราชินีนารถ ทรงเป็นห่วง ห่วงว่าพวกมันจะหากินลำบากในหน้าแล้ง กลัวมันลงมาแย่งพืชผลของชาวบ้าน กลัวมันได้รับอันตราย ซึ่งความจริง ผืนดินถิ่นนี้บรรพบุรุษพวกมันเคยอยู่มาก่อน เคยเดินมาก่อน เคยนอนมาเกือบทุกหย่อมหญ้า จากป่าดิบกลายเป็นทุ่งโล่ง จากป่าโปร่งกลายเป็นแปลงปลูกพืชผักท้องนา ถิ่นที่มันรักเปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ปู่ย่าตายายพวกมันเคยเป็นเจ้าของผืนดินแถบนี้ เพียงแต่ว่าช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ ไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง คงไม่ผิดใช่ไหมถ้ามันเดินออกมาแสดงความเป็นเจ้าของบ้างในบางครั้ง


ตะวันลับเหลี่ยมผา สันเขาที่เห็นคือโหล่นแต้


เดินตัดป่าไปสร้างโป่งช้าง


เมื่อคนบุก มันก็รุกคืน พอมันตื่นคนจึงตระหนัก ด้วยความรักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขของทั้งสองฝ่าย โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงจึงเกิดขึ้น


เกลือกับแร่ธาตุในหลุมโป่ง




หัวหน้าโครงการฯ กับผึ้งที่เลี้ยงไว้ทำรั้ว (รั้วผึ้งกันช้างออกนอกเขต)


เมื่อปี พ.ศ. 2542 สมเด็จพระบรมราชินีนารถเสด็จมาประทับแรมบนภูหลวงเป็นเวลา 2 คืน พระองค์ได้ทราบถึงปัญหาช้างหากินนอกเขต ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากช้างไปกินพืชผลที่เขาปลูกไว้ เช่น กล้วย ข้าว ข้าวโพด ผลผลิตเสียหายช้างจึงถูกทำร้าย โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงจึงเกิดจากพระราชเสาวนีย์ของพระองค์ให้ทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเน้นการสร้างแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ สร้างโป่งแหล่งสะสมเกลือแร่ ดึงช้างเข้าป่า โครงการฯ เริ่มเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2543 ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ผ่านไปเกือบ 20 ปี โป่งยังถูกสร้างเสริมเติมเกลือแร่ แหล่งน้ำยังมีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องเพิ่มเพราะช้างมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน (การสร้างโป่งและแหล่งอาหารดังกล่าวไม่ได้ก่อประโยชน์เฉพาะช้างเพราะมีสัตว์อื่นเข้ามากินด้วย เช่น  เก้ง กวาง เป็นต้น)


หมอกปกคลุมถนนสายแคบเส้นทางในเขตภูหลวง (ทางไปโคกนกระบา)

วันนี้พวกเราเข้าไปดูเจ้าหน้าที่ทำโป่งเทียมด้วยการขุดหลุมโรยเกลือผสมแร่ธาตุที่บ้านน้ำค้อจากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ภูหลวงในรุ่งเช้าวันใหม่ การเข้าไปครั้งนี้เพื่อศึกษาพันธุ์พืชและตามรอยช้างที่มีอยู่มากกว่า 130 ตัว (หนาแน่นพอสมควร) การตามรอยช้างครั้งนี้เราพบรอย ไม่พบตัว แต่ได้พบสัตว์สงวนหายากคือเลียงผา การเดินศึกษาธรรมชาติครั้งนี้พวกเราใช้เส้นทางจากหน่วยโคกนกกระบา ผาช้างผ่าน ผาเสด็จ ผาเตลิ่น จากนั้นขับรถไปที่โคกห้วยเตย แล้วย้อนกลับมาที่โคกนกกระบาเพื่อบันทึกภาพอาทิตย์อัศดง


เส้นทางไปผาช้างผ่าน


ยามเช้า ผาช้างผ่านถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก


บทเริ่มต้น คนเมืองก้าวเท้าตามคุณนเรศ เจ้าหน้าที่ป่าไม้มือดีไปบนทางสานแคบ สองข้างทาหนาแน่นไปด้วยพันธุ์ไม้นานา โดยปกติภูหลวงถูกยกย่องเป็นอาณาจักรพันธุ์ไม้  แม้อยู่ในช่วงรอยต่อฤดูกาลจากฝนเข้าสู่หนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีดอกไม้น้อยกว่าฤดูอื่น แต่เมื่อมันถูกยกย่องให้เป็นราชาแห่งพันธุ์ไม้ เส้นทางตลอดสายจึงมีดอกไม้เบ่งบานอยู่เป็นระยะ เช่น ดอกเอนอ้า บานอ้า ดอกไข่ดาว ดอกเทียนดอยหรือเทียนภูหลวง ดอกไข่มุก มอส เฟิร์น ฯลฯ


ดอกเอนอ้าเบ่งบาน


ดอกเทียนดอย (เทียนภูหลวง)


ดอกไข่ดาวใหญ่


ระหว่างทางจากผาช้างผ่านมาที่ผาเสด็จถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก อากาศเยียบเย็น แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งกังวลใจและไม่ค่อยไว้ใจคือช้าง ระยะห่างในการมองเห็นตอนนี้ไม่เกิน 20 เมตร หากจ๊ะเอ๋กันแบบไม่ตั้งตัวกลัวว่ามันจะชาร์ตเข้ามาตามนิสัย คือมันอาจไม่ได้ตั้งใจทำร้ายแต่ถ้ามันตกใจและรู้สึกหวงถิ่นขึ้นมาก็ไม่แน่ บอกตามตรงว่าระยะแค่นี้เราไม่มีทางรอดครับ ใครบางคนอยากเจอ แต่ผมว่าไม่เจอจะดีกว่า ถ้าเคยเจอจะรู้ว่าช้างมันวิ่งเร็วมาก มากกว่าที่เราคิดหลายเท่า แต่โชคดีไม่มีอะไร


ข้าวตอกฤาษี ผู้ควบคุมความชุ่มชื้นของผืนดิน


เอื้องสำเภางามที่ผาสมเด็จ


แมลงเต่าทอง


ช่อไข่มุก


รอยสลักพระนามบนแผ่นหินที่ผาสมเด็จ


ที่ผาสมเด็จหมอกยังหนา ริมหน้าผามองไม่เห็นอะไรนอกจากต้นสร้อยสมเด็จ ไม้ยืนต้นที่เอนไหวอยู่ในสายหมอก นอกนั้นได้พบกล้วยไม้เอื้องสำเภางามผุดโผล่อยู่สองสามกอ เราพักกินข้าวกันที่นี่จากนั้นจึงมุ่งสู่ผาเตลิ่นซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร


ทางเดินจากผาสมเด็จไปผาเตลิ่น พบนักท่องเที่ยวแบบครอบครับ (4 คน )เดินมาแบบไม่มีเจ้าหน้าที่ ก็เลยพาเข้ากลุ่มไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายหรือหลงป่าได้โดยง่าย


ระหว่างทางพบซากหมูป่า ถูกกัดกินจากหมาไน


สายหมอกปกคลุมทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ก่อนถึงผาเตลิ่น


ก่อนถึงผาเตลิ่นเราเดินหลุดออกมาจากป่าดิบ เดินผ่านทุ่งหญ้าซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอก อันที่จริงผมเคยเดินผ่านทุ่งหญ้าแห่งนี้มาสี่ห้าครั้งพบว่ามันต่างกันทุกครั้ง ครั้งนี้มีดอกหญ้าบัวหรือกฐินทุ่งบานอยู่เป็นระยะ มีดอกไม้เล็กๆ ซุกซ่อนอยู่บนกอหญ้า ที่ชอบมากคือมีม่านหมอกขาวปกคลุม ดูเหมือนภาพฝันมากกว่าเรื่องจริง


ผาเตลิ่น




ทีมผู้ล่า



ผาเตลิ่น ลมแรงริมผาพัดพาม่านหมอกออกไปบ้าง ถึงตอนนี้ได้เห็นผาเตลิ่นซึ่งเป็นผาหินขนาดยาวทอดตัวออกไปทางอำเภอภูเรือ ขณะเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพมีใครบาคนตะโกนเบาๆ ว่า “เลียงผา” คราวนี้คนทั้งหมดมารวมตัวกันที่ริมผามองลงไปที่ทุ่งหญ้าด้านล่าง ที่นั่นปรากฏเลียงผาเต็มวัยกำลังกินหญ้า ชัตเตอร์ลั่นดังมันแหงนหน้าขึ้นมามอง มันมองด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ ไม่ใยดี ไม่มีอาการตื่นตระหนกซึ่งผิดวิสัย โดยปกติเลียงผาไม่ชอบคน ไม่ชอบใคร มันอยู่ของมันแบบไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ถ้ามันเห็นคนมันจะกระโจนหายไป ไม่มายืนมองหน้าคนอย่างนี้ ผมเข้าใจว่ามันซ่าพอตัว เป็นเลียงผารุ่นใหม่วัยหนุ่ม ยืนท้าทายความตายโดยไม่กลัวเกรงอะไร ถ้าปุ่มชัตเตอร์เป็นไกปืนป่านนี้มันล่วงลงไปกองกับพื้น โชคดีมันเจอพรานล่าภาพ ไม่หวังเอาชีวิต ไม่คิดเอาวิญญาณ มันจึงมีลมหายใจดำเนินต่อไปในป่าใหญ่อันอุดม






ตามรอยช้างป่าแต่มาพบเลียงผาที่ผาเตลิ่น (นี่คือของขวัญที่ทีมผู้ล่าตามหามาทั้งชีวิต)

จากผาเตลิ่น ก้าวเท้าสู่ป่าดิบอีกครั้ง ก่อนถึงแนวป่าแวะบันทึกภาพรอยเท้าไดโนเสาร์ เป็นรอยเท้าไดโนซอประเภทกินเนื้อขนาดเล็ก มีทั้งหมด 15 รอย บางรอยชัดบางลอยเลือน รอยที่พบกว้างประมาณ 30x35 เซนติเมตร


รอยเท้าไดโนซอ


เห็ด ผู้ย่อยสลายขอนไม้ในผืนป่า


มอสมากหน้าหลายตาดกดิื่นเต็มไปหมด (พบในป่าดิบช่วงเดินกลับลงมาจากผาเตลิ่น)


รอยเล็บหมีฝากความคมไว้ที่ต้นไม้ 


เอื้องน้ำต้น ของขวัญอีกชิ้นหนึ่งของคนรักดอกไม้


ขณะเดินผ่านป่าดิบได้พบความชุ่มชื้นของผืนป่า ได้พบกล้วยไม้หายากอย่างเอื้องน้ำต้น พบรอยเล็บหมีฝากไว้ในเปลือกไม้ พบธารน้ำแห้งแสดงให้รู้ว่าอักไม่นานฤดูแล้งจะมาเยือน หลุดจากป่าออกมาสู่ถนนลาดยางซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดการเดินป่าในเส้นทางสายนี้


เส้นทางแคบเล็ก ทางไปโคกห้วยเตย




ภูบักได๋ยามเย็น บันทึกภาพจากโคกห้วยเตย


ตะวันหลังหมู่เมฆยังอยู่ลอยสูง เจ้าหน้าที่พาเราขับรถไปที่โคกห้วยเตยซึ่งเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เข้าใจว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางช้าง แต่ไม่พบนอกจากรอยเท้าและรอยลงโป่ง

สุดท้ายปลายวันกลับมาที่จุดชมวิวโคกนกกระบา เฝ้ามองอาทิตย์ยามเย็นเคลื่อนตัวลงจากหลังเมฆ สาดแสงทองสุดท้ายก่อนหายลับไปกับขุนเขา เหลือเพียงเรากับความเหน็บหนาวและหมู่ดาวแห่งรติกาล


ตะวันในสนธยา ริมผาโคกนกกระบา


ทัศนียภาพสายหมอกกับขุนเขา บันทึกภาพริมผาโคกนกระบายามเช้า

หมายเหตุ
-    เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชมเชิงศึกษาได้ตลอดทั้งปี แต่ทั้งนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำทาง ห้ามเดินเองโดยเด็ดขาด
-     มีการสร้างรั้วไฟฟ้าป้องกันช้างทางฝั่งบ้านน้ำค้อ อ.วังสะพุง ระยะทางยาว 5 กม. ต่อมาเริ่มมีรั้วผึ้ง คือนำรังผึ้งแบบผึ้งเลี้ยงในกล่องไม้มาแขวนไว้เป็นแนวรั้ว เป็นการใช้ผึ้งจัดการช้าง ใช้ธรรมชาติจัดการธรรมชาติ ซึ่งได้ผลดี เราเห็นดีด้วยกับวิธีนี้เพราะนอกจากป้องกันได้ ชาวบ้านยังได้ผลผลิตจากผึ้งด้วย

ขอขอบคุณ
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนับสนุนการเดินทาง

Facebook Leave a Comment