เมืองแพร่ วันเดียวเที่ยวได้

พายุทราย พรายทะเล / 16/11/2016 16:22:44

เมืองแพร่อยู่ไกลทำยังไงถึงจะไปเที่ยวได้ ที่สำคัญเวลาก็ไม่มี
เอาอย่างนี้ครับ ถ้าผมบอกว่า “แพร่วันเดียวเที่ยวได้ จะเชื่อไหม” ไม่เชื่อไม่เป็นไร ตามผมมาเลยดีกว่า


พระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำวันเกิดคนปีขาล

ก่อนหน้าการเดินทาง 1 อาทิตย์จองตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 จองรถแบบ GOLD CLASS ราคาคนละ 450 บาท (2 คน ไปกลับ 4x450=1,800  บาท)
อาหารเช้าโจ๊ก+ต้มเลือดหมู 60 บาท กาแฟ 30 บาท
อาหารกลางวัน ข้าวผัด 150 บาท
อาหารเย็น ก๋วยเตี๋ยว 80 บาท
เหมารถสองแถว 1 วัน 1,000 บาท
ค่าเข้าอุทยานฯ คิดค่ารถ 150 บาท ค่าคนๆ ละ 20 บาท รวม 190 บาท
มีค่าน้ำขนมนมเนยอีกนิดหน่อยประมาณ 150 บาท
รวมทั้งหมด 3,460  บาท ตกคนละ 1,730 บาท (ถ้าไปกันหลายคนก็ลดค่าเหมาลดลงไปอีก)
ส่วนแผนการเดินทางคือนั่งรถไปถึงแพร่เช้าตรู่ กินข้าวที่ตลาด รถที่เหมาไว้มารับ ออกเดินไปบนถนนสายบ้านทุ่งโฮ้ง-ภูพญาพ่อ ปลายถึงที่น้ำตกนางฟ้าแล้วย้อนลงมาที่น้ำตกเชิงทอง วัดพระธาตุดอยเล็ง วัดพระธารตุช่อแฮ วัดพระธาตุจอมแจ้ง บ้านทุ่งโฮ้ง สุดท้ายเข้าเมืองและเดินทางกลับ


ถนนลาดยางสายแคบก่อนถึงน้ำตกนางฟ้า



รถปรับอากาศ GOLD CLASS เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งเวลา 22.30 น. รถ GOLD CLASS แอร์เย็นเฉียบ สะอาด เบาะปรับเอนนอนได้โดยไม่รบกวนด้านหลัง มีทีวีของใครของมัน เลือกหนังหรือภาพยนตร์ได้ตามสะดวก มีทั้งเสียงในฟิล์มและภาคไทย ส่วนใครไม่ดูหนังเปลี่ยนไปฟังเพลงได้ นอกจากนั้นยังมีน้ำขนมนมเนยแจกเพียบ สมราคา 450 บาทครับ ที่สำคัญรถแล่นได้นิ่มนวลมาก หลับสบายตลอดทาง

เช้าราว 7.30 น. มาถึงเมืองแพร่ เสียเวลาไปบ้างเนื่องจากฝนตก รถสองแถวที่เช่าเหมามารับ หลังทักทายทราบชื่อเจ้าของรถคือคุณเจน เจนพาเราไปกินข้าวเช้าที่ตลาดแถวกำแพงเมืองเก่า เจ้านี้เป็นโจ๊กขึ้นชื่อของเมืองแพร่ ร้านติดๆ กันเป็นร้านกาแฟโบราณ สรุปว่าไปที่เดียวอิ่มเลย จากนั้นจึงจึงมุ่งสู่เส้นทางที่วางไว้คือมุ่งตรงไปที่น้ำตกนางฟ้าในอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน


ฝายชะลอน้ำ ธารน้ำนางฟ้า จุดแรกที่พบหลังจากลงรถแล้วก้าวเท้าเข้ามาในผืนป่าทึบ


ธารน้ำใสสะอาด


ถนนสายนี้มีร้านอาหารและรีสอร์ตเรียงรายอยู่สองข้างทาง เหตุเพราะมีสายน้ำรินไหลเคียงคู่อยู่กับถนน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในวันหยุดสุดสัปดาห์

ถนนสายกว้างผ่านความคดโค้งไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นถนนสวยที่น่าขับรถ แต่ความกว้างแบบสี่เลนเริ่มแคบลงและกลายเป็นสองเลนในที่สุด

เราแวะจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าได้ความว่า “น้ำตกนางฟ้าเป็นน้ำตกขนาดเล็ก ไม่เป็นที่นิยม เปลี่ยว ทางเดินลำบากนิดหน่อยเพราะรก” สรุปว่าไม่น่าไป แต่ไม่เป็นไรตั้งใจมาก็ต้องว่ากันตามจุดประสงค์


นางฟ้าชั้นแรกซ่อนตัวอยู่ในป่า หลบอยู่หลังซอกผา ต้องเดินผ่านธารน้ำใสจึงเห็น


น้ำตกนางฟ้าชั้นแรก

เรามุ่งหน้าต่อไปบนถนนสายเดิม ถนนสายเก่าที่เขาใช้เดินทางไปจังหวัดอุตรดิตถ์ เราจอดรถบริเวณทางเข้า ก้าวเท้าเดินไปตามทางสายแคบ มีป้ายบ่งชี้อยู่ป้ายหนึ่งบอกว่า “น้ำตกนางฟ้า 800 เมตร”

ช่วงต้นทางมีบ้านไม้หลังหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นบ้านของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปได้เจอสวนลองกองกับสวนเงาะแบบสวนขนาดเล็กปลูกแซมอยู่ในป่าก็เลยคิดว่าอาจเป็นบ้านของชาวสวนที่สร้างขึ้น อันนี้ไม่แน่ใจ หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่างคนสวนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้


น้ำตกนางฟ้าชั้นที่สอง



เราเดินข้ามธารน้ำและน้ำตกขนาดเล็ก ได้พบผีเสื้อจำนวนหนึ่งขยับปีกโบยบิน บ้างเกาะบนโขดหินกลางธารใส บ้างบินไปมาเหมือนไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า

เราเดิน เดิน และเดิน เดินผ่านป่าไผ่เข้าสู่ป่ารกชัฏ ผ่านน้ำตกขนาดเล็กอีกหลายแห่ง บางแห่งรินไหลเป็นสายยาวแต่ถูกต้นไม้บดบัง มองไม่ถนัด และไม่สามารถบันทึกความสวยงามนั้นได้


ธารน้ำสาขา ขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ในป่า

ปลายทางไม่มีทาง คือเดินไปจนสุดทางเดินผมไม่เห็นทางเดินต่อ เข้าใจว่ามันอาจถูกปิดด้วยป่าหรือสิ้นสุดแล้ว บอกตัวเองว่าคงต้องพอกันแค่นี้เพราะเราเดินเกิน 800 เมตรมาไกลมากแล้ว และเท่าที่ได้สัมผัสแม้นางฟ้าที่เราตามหาไม่ได้เลอเลิศแต่เธอก็งามแบบนางฟ้าตัวเล็กๆ เป็นนางฟ้าตัวเล็กที่แอบซ่อนรอยยิ้มไว้ในสุมทุมพุ่มไม้ ขี้อายแต่งามแบบสาวบริสุทธิ์


ป่าดิบทึบ บางช่วงบางตอนมีแสดงแดดสาดลงมา


ลำธารเชิงทอง


จากลานางฟ้ามาแล้วย้อนกลับมาบันทึกผีเสื้อหลากชนิดที่ริมธารเชิงทอง ธารน้ำตกอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ผักผ่อนหย่อนใจของคนแพร่ แต่วันนี้คนน้อยทั้งๆ ที่เป็นวันหยุด ภายหลังสอบถามได้ความว่าน้ำตกเชิงทองได้รับความนิยมลดน้อยถอยลงเพราะอุทยานเก็บเงินค่าเข้า (คนละ 20 บาทเองครับ) ที่สำคัญระหว่างทางมาเชิงทองมีร้านอาหารมากมายไม่เก็บค่าเข้า ทั้งยังมีหลายส่วนหลายตอนเป็นน้ำตกขนาดเล็กงดงามเท่าเทียมกัน


มอสเขียวชรอุ่มเตริญเติบโตอยู่ริมธารเชิงทอง


ผีเสื้ออาซดุ๊กธรรมดา ริมธารน้ำเชิงทอง


ผีเสื้อหลายชนิดหากินริมธารเช้งทอง เช่น ผีเสื้อเณรสามจุด ผีเสื้อปลายปีกส้มใหญ่ ผีเสื้อหนอนจำปีจุดแยก ฯลฯ


สะพานคอนกรีตข้ามธารน้ำเชิงทอง


มื้อกลางวันเราหากินข้าวระหว่างทางแบบง่ายๆ ไม่พิถีพิถัน  จากนั้นจึงมุ่งสู่วัดพระธาตุดอยเล็ง พระธาตุจอมแจ้ง และพระธาตุช่อแฮตามลำดับ


พระธาตุดอยเล็ง


มุมนี้บันทึกภาพบนพระธาตุดอยเล็ง มองเห็นพระธาตุช่อแฮอยู่ไกลลิบ


พระธาตุดอยเล็งไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในอดีตได้โยงเรื่องราวพระธาตุทั้งสามองค์ได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เฒ่าเล่าว่าครั้งหนึ่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ที่ดอยลูกหนึ่งทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต ครั้นเสด็จมาถึงก็จวนแจ้งหรือใกล้สว่างแล้ว ปัจจุบันก็คือพระธาตุจอมแจ้ง หลังจากนั้นได้เสด็จมาทางทิศเหนือถึงธชัคคะบรรพตแล้วได้ประทับอยู่ที่นั่น สถานที่นี้คือพระธาตุช่อแฮในปัจจุบัน ต่อจากนั้นได้เสด็จขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประทับอยู่ดอยลูกหนึ่งที่สูงกว่าดอยลูกอื่นซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประทับแลดูภาพโดยรวม ภาษาเหนือเรียกกันว่า “เล็งผ่อ” และได้กลายเป็นที่มาของชื่อดอยเล็งกระทั่งทุกวันนี้


ปฏิมากรรมปูนปั้นกับพระธาตุจอมแจ้ง


ปฏิมากรรมสิงห์กับอุโบสถวัดพระธาตุจอมแจ้ง


วัดพระธาตุจอมแจ้งเป็นวัดเก่าแก่ องค์เจดีย์บรรจุเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย  ราวปี พ.ศ.1331  แต่เดิมชื่อ “จวนแจ้ง” มาเพี้ยนเป็น “จอมแจ้ง”ในภายหลัง องค์พระธาตุจอมแจ้งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระธาตุช่อแฮ เข้าใจว่าชื่อพระธาตุจอมแจ้งมีหลายแห่ง ไม่เฉพาะที่ อ.เมือง จ.แพร่แห่งนี้เท่านั้น เช่น พระธาตุจอมแจ้ง อ.พาน จ.เชียงราย


พระธาตุช่อแฮ


งานแกะสลักประตูกับปูนปั้นผนังอุโบสถวัดพระธาตุช่อแฮ


วัดพระธาตุช่อแฮ เป็นพระอารามหลวง ตัววัดตั้งอยู่เนินเขา องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ศิลปะเชียงแสนแบบแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก องค์พระธาตุสูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร ดูจากภายนอกเหมือนเรียบง่ายคือไม่มีลวดลายประดิษย์เหมือนเจดีย์ที่เราพบในเมืองใหญ่ของล้านนาอย่างเชียงใหม่ แต่ความจริงงานสถาปัตยกรรมแบบนี้มีรายละเอียดบางประการซ่อนอยู่ เช่น องค์พระธาตุตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม 1 ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม 3 ชั้นรองรับ ประตูเข้าออก 4 ประตู แต่ละประตูเป็นซุ้มแบบปราสาทล้านนา เป็นต้น

พระพุทธรูปรอบๆ องค์พระธาตุช่อแฮ


พระประธานในอุโบสถวัดพระธาตุช่อแฮ


พระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุประจำปีขาล เป็นพระธาตุที่คนเกิดปีขาลตั้งหวังมากราบไหว้บูชาสักครั้งหนึ่ง วันที่เราเข้าไปเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ มีประชาชนเดินทางเข้าไปกราบสักการะองค์พระธาตุเป็นจำนวนมากและเดาว่าคงไม่ใช่คนเกิดปีขาลทั้งหมดเพราะปีอื่นก็สักการะพระธาตุได้เช่นกัน

มีเรื่องหนึ่งผมไม่เคยเข้าใจ คือทำไมเขาปล่อยให้วัดวาอารามอันเป็นที่กราบไหว้บูชาของศาสนิกชนทั่วไปมีการขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่ผมต่อต้านการซื้อการขายนะ แต่เห็นว่ามันไม่เหมาะเพราะเข้าข่ายการพนันซึ่งผิดศีลชัดเจน เคยไปวัดระฆัง ได้ยินนักท่องเที่ยวถามไกด์แล้วรู้สึกแย่ครับ คงต้องฝากถามไปถึงผู้รับผิดชอบว่าเรื่องนี้จะทำไงดี จัดให้ออกมาขายนอกรั้ววัดได้ไหม วัดพระธาตุช่อแฮก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ


งานปูนปั้นกับงานประดับกระจกสีรอบอุโบสถวัดพระธาตุช่อแฮนั้นน่าสนใจในเชิงพุทธศิลป์ ไม่เยอะเกินไป  กำลังพอเหมาะพอดีครับ

บ่ายคล้อย ตะวันลอยต่ำลง เราออกจากวัดแล้วแวะไปดูการย้อมผ้าที่บ้านทุ่งโฮ้ง โดยเข้าไปดูการย้อมครามที่บ้านป้าเสงี่ยมซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่ ยึดอาชีพย้อมห้อมและย้อมครามมานานกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ


งานมัดย้อมของนักเรียนที่บ้านป้าเสงี่ยม บ้านทุ่งโฮ้ง

ส่วนที่บ้านคุณยุพิณ สายสำเภา (ปราชญ์ชุมชน) กำลังย้อมฝ้ายด้วยดอกเรือง เรื่องนี้เป็นกรรมวิธีใหม่ ที่ใช้ดาวเรืองซึ่งให้สีเหลืองนั้นเป็นการย้อมผ้าเพื่อนำไปทำผ้าห่มพระประธานในอุโบสถครับ


การใช้ดอกดาวเรืองย้อมผ้าฝ้ายที่บ้านคุณยุพิณ

ท้ายสุดเราไปกินข้าวเย็นที่ถนนคนเดิน “กาดกองเก่า” หรือ “กาดพระนอน” ที่นี่เป็นถนนสายยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สองข้างทางเป็นบ้านไม้สองชั้น มีชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ขายนำสินค้าต่างๆ มาวางหน้าบ้านตลอดทาง สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นเมืองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเสื้อผ้าและงานหัตถกรรม กาดพระนอนเป็นถนนคนเดินแบบเรียบง่าย ไม่มากไปไม่น้อยไป กำลังพอเหมาะพอดีและที่ดีมากคือสินค้าที่นำมาขายไปกันได้ดีกับบรรยากาศตลาดเก่าครับ


ทางเข้ากาดกองเก่าหรือกาดพระนอน


บรรยากาศยามค่ำในกาดกองเก่า เมืองแพร่


สนธยาฟ้ามืด ราตรีสีเทาย่างกรายเข้ามาแซมสว่าง รถสองแถวคันเดิมพาเรามาส่งที่สถานีขนส่ง การท่องเที่ยวเมืองแพร่ในหนึ่งวันสิ้นสุดลง จากเช้าจรดค่ำช่างคุ้มค่า ได้สัมผัสน้ำตกในผืนป่า ได้สนทนากับผีเสื้อหลากสี ได้กราบไหว้บูชาองค์เจดีย์ ได้ศึกษาวิถีย้อมผ้าที่สืบมาแต่ตายาย นับเป็นการเดินทางง่ายแต่งาม ไม่ลำบากมากนักแต่รักสิ่งที่ได้พบเห็น ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณทุกๆ อย่างที่เจอะเจอ หวังว่าวันใหม่คงได้เข้ามาสัมผัสเมืองแพร่ในส่วนอื่นๆ อีก...ลาก่อนเมืองแพร่ สวัสดีครับ

หมายเหตุ
- เส้นทางจากบ้านทุ่งโฮ้งไปพระธาตุช่อแฮมีหมู่บ้าน "บ้านถิ่น" เป็นหมู่บ้านชาวไตลื้อ ทอผ้าและทำเครื่อเงิน เครื่องเงินสวยไม่แพง
- เส้นทางกลางป่าและริมธารทั้งน้ำตกนางฟ้าและน้ำตกเชิงทองมีผีเสื้อเป็นจำนวนมาก น่าส่งเสริมให้มีการเก็บบันทึก 

Facebook Leave a Comment