อาข่า บ้านหล่อชา

พ่ายุทราย พรายทะเล / 02/08/2016 16:07:53


แผนที่หมูบ้านเป็นภาษอังกฤษแสดงให้รู้ว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเป็นชาวต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่


น้ำในใจกาชาและจอกไม้ไผ่


ชาวไทภูเขาเผ่าอาข่า บ้านหล่อชาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เป็นอาข่าเผ่าหนึ่งที่มีความรู้มีการพัฒนาทั้งในด้านการศึกษาและแนวความคิดในรูปแบบร่วมสมัย ปัจจุบันได้เปิดหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยือนอย่างเปิดเผย โดยมีการนำท่องเที่ยวชมชีวิตชาวอาข่าแต่โบราณ เริ่มตั้งแต่ การดักจับสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า การตีมีด การร่ายรำ การทำอาหาร รวมถึงประเพณีต่างๆ


เครื่องมือดักสัตว์ทำจากไม้ไผ่



แต่ถึงอย่างไรประเพณีของชาวอาข่ายังยึดถือบูชาบรรพชนเป็นหลักใหญ่ รวมถึงยังยำเกรงอิทธิฤทธิ์ของภูตผีปีศาจที่เขามองไม่เห็นอยู่ ตามตำนานแต่ดั้งเดิมมาของชาวอาข่าบอกเล่าต่อกันมาว่ามนุษย์และภูตผีทั้งหลายเคยสามัคคีกลมเกลียวกันเป็นอันดี สรรพสัตว์ ที่นำมาเลี้ยงไว้และสัตว์ฝนป่าต่างหาอาหารกินกันเองโดยไม่มีการเบียดเบียนกัน


เครื่องมิอดักนก



กรงดักเสือ ใช้หมูเป็นเหยื่อล่อ (มีใครบางคนถามว่าแล้วหมูตายไหม แฮ่ๆ ไม่เหลือครับ รักจะกินเสือก็ต้องยอมเสียหมู)

มนุษย์ทำไร่ไถนาในเวลากลางวัน ยามราตรีภูตผีจึงออกมาทำงานของตน แต่ในเวลาต่อมา เกิดความแตกแยกเพราะภูตผีเริ่มขโมยไข่ไก่ของมนุษย์ มนุษย์ก็ใช่ย่อย เริ่มขโมยของผีมากินเป็นเหตุให้ทะเลาะกันจนต้องแยกแผ่นดินกันอยู่โดยเด็ดขาด มนุษย์อยู่ในหมู่บ้าน ภูตผีออกไปนอกหมู่บ้าน อยู่ป่า และเพื่อจะแจ้งพรมแดนให้ชัดลงไป มนุษย์จึงสร้างประตูขึ้นที่ปลายถนน ทั้งด้านบนและด้านล่างของหมูบ้าน กลายเป็นธรรมเนียมที่อาข่าต้องสร้างประตูหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้


ประตูหมู่บ้าน


ตุ๊กตาหญิงชายบริเวณประตูหมู่บ้าน

พวกที่เคร่งไสยศาสตร์จะต้องเข้าออกโดยผ่านทางประตูทุกครั้งเพื่อล้างมลทินของภูตผีที่อาจติดตัวมา ประตูหมู่บ้านนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะลบหลู่มิได้หากใครพลั้งพลาดทำไปจะต้องถูกปรับ จะต้องเซ่นไหว้ขอขมาลาโทษกันให้เรียบร้อย


หมู สัตว์เลี้ยงยอดนิยม

ประตูบานใหญ่ของหมู่บ้านมักอยู่ปลายถนนด้านบน ทำหน้าที่ป้องกันหมู่บ้านจากบรรดาสัตว์ร้าย เช่น เหยี่ยว แมวป่า เสือดาว เสือลาย จากโรคภัยไข้เจ็บ โรคเรื้อน และลมบ้าหมู ค้างคาวผี สาง เสนียด ตลอดจนมารร้ายต่างๆ


งานตีมีดของผู้เฒ่า


งานทอผ้า


ผู้นำศาสนาจะกำกับการสร้างประตูหมู่บ้านใหม่ทุกปี เกณฑ์ให้ชานฉกรรจ์ออกไปตัดไม้มาตั้งเสาและวางคาน เป็นประตูถัดจากประตูที่สร้างเมื่อปีทีแล้ว พอหลายปีเข้าประตูหมู่บ้านจึงมีลักษณะเหมือนถ้ำไม้ไผ่ผุ ยาวตามความเก่าของหมู่บ้าน เมื่อวางคานเสร็จจะนำไปแกะสลักเป็นรูปปืนผาหน้าไม้ นก และยันต์ไม้ไผ่ วางไว้บนคานเพื่อกันผี (หมู่บ้านสมัยใหม่อาจแกะเป็นรูปเครื่องบินและเฮอลิคอปเตอร์) ผู้ที่ผ่านไปมามาควรไปแตะต้องประตูหรือสิ่งของใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประตูนี้ และไม่ควรเดินผ่าหมูบ้านเข้าไป หากไม่คิดจะเยี่ยมเยียนใครในหมู่บ้าน ถ้าตั้งใจเพียงผ่านควรใช้ถนนรอบนอกหมู่บ้านเท่านั้น


ร่ายรำรับแขก


ตำข้าวเปิ๊บ


นอกจากนี้ยังมีหุ่นไม้รูปผู้หญิง-รูปผู้ชายตั้งไว้เหนือทางเดินเท้า ผู้ชายห้ามต่ำกว่าผู้หญิง ซึ่งหุ่นนี้จะวางไว้ในตำแหน่งที่เลยออกไปจากขอบเขตที่มีคนอาศัยอยู่ ในวันที่มีการสร้างประตูหมู่บ้านหรือหุ่นไม้นั้น ห้ามผู้หญิงเข้าใกล้บริเวณที่มีการสร้างเพราะถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์


พาเข้าไปกินข้าวเป๊ปในบ้าน (ให้เกียรติมาก)


บ้านไม้มุงแฝกแบบเดิม สร้างคลุมดิน ไม่สูง ป้องกันลมหนาว



การเดินทางไปเยือนบ้านอาข่าในครั้งนี้นำพาให้เราได้รับรู้เรื่องราวทางความเชื่อซึ่งถ้าคิดตามแล้วจะรู้ว่าเรื่องกลางวันกับกลางคืนนั้นซ่อนกุศโรบายไว้ได้แนบเนียน คือกลางวันเป็นของคน กลางคืนเป็นของผี การออกนอกเขตในช่วงกลางคืนย่อมเกิดอันตรายได้โดยง่ายโดยเฉพาะจากสัตว์ป่า แต่เดิมพื้นที่แทบนี้อุดมไปด้วยสัตว์ร้าย คือมีเสือชุกชุมมาก หรืออาจพลาดพลั้งตกลงไปในธารน้ำก็เป็นได้ นอกจากความเชื่อยังได้ทราบถึงประเพณีต่างๆ แม้ว่าไปไม่ตรงกับงานประเพณี ชาวอาข่ายังอุตส่าห์ปรุงข้าวเปิ๊ปให้เราได้กินกันจนอิ่มหนำกันถ้วนหน้า (ข้าวเปิ๊บ=ข้าวเหนียวนึ่งสุกนำมาตำในครกไม้) นอกจากนั้นยังได้เดินดูบ้านและความเปลี่ยนแปลงของบ้าน จากเรือนไม้มุงแฝกเปลี่ยนมาเป็นปูนซิเมนต์ เป็นไปตามกลไกความเจริญที่ทอดตัวเข้าไปทุกซอกมุมของขุนเขา


บ้านแบบใหม่


ธารน้ำในหมูบ้าน


บ่อน้ำศักดิ์ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ


สำหรับสิ่งที่ผมนิยมชมชอบอย่างหนึ่งคือชาวอาข่ารุ่นใหม่พูดได้หลายภาษา คือภาษาประจำถิ่น ภาไทย ภาษจีน และบางคนภาอังกฤา หมู่บ้านนี้ส่งเสริมให้ทุกคนมีกรศึกษา และด้วยพูดภาษจีนได้ ทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านนี้ออกไปทำงานในต่างประเทศ ในตำแหน่งหัวหน้างาน โดยเฉพาะในประเทศไต้หวันเนื่องมาจากเขาใช้ภาษาจีนได้ดีนั่นเอง


สิ่งบ่งชี้ถึงองค์ความรู้ คนอาข่าเป็นนักอ่านและติดตามข่าวสารบ้านเมืองครับ

หมายเหตุ
- มีคนเมืองบางกลุ่ม บล็อกเกอร์บางคนไปแสดงความกร่าง ใช้คำพูดดูถูกดูแคลน โดยไม่รู้เลยว่าที่นี่มีวิถีอย่างไร อยู่กันอย่างไร กรณีนี้ผมเรียกว่า “โชว์โง่กลางป่า โชว์บ้ากลางดอย” ช่างน่าอายจริงๆ เลยครับ

 

Facebook Leave a Comment