ภูเรือ

พายุทราย พรายทะเล / 27/05/2016 23:17:53



เดือนกันยายน ปี 2538 ณ เมืองหนาว ภูเรือ ชายหนุ่มร่างบางเล็กแบกเป้ฝ่าฝนเข้าไปหลบอยู่ใต้ชายคาร้านเสน่ห์ไก่ย่าง หลังทักทายแบบไทยๆ (ไปมาลาไหว้) เสร็จสรรพ เขาเริ่มเล่าเจตนาในการเดินทางมาภูเรือให้เจ้าของบ้านฟังว่า ต้องมาถ่ายภาพเพื่อเอากลับไปเขียนและตีพิมพ์ในนิตยสาร ต้องเหมารถ ต้องเดินป่า สุดท้ายได้ความว่าเจ้าของร้านอาสาขึ้นไปส่งบนยอดภูเรือ ชายแปลกหน้าก้าวเท้าผ่านป่าสน ดั้นด้นไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะเจออะไร


หมอกฝนยามเช้าปกคลุมป่าสนบนยอดภูเรือ

สิงหาคม 2558 เวลาผ่านไป 20 ปี เขากลับมาอีกครั้ง กลับมาเดินบนรอยเดิม เดินซ้ำที่เดิม ที่ๆ เคยสั่งสอนเขาไว้หลายอย่าง ความต่างระหว่างครั้งนี้กับครั้งก่อนคือเจตนา ครั้งที่แล้วงานอย่างเดียว ครั้งนี้เที่ยวด้วยงานด้วย ครั้งที่แล้วประมาท ครั้งนี้พลาดไม่ได้ ครั้งนั้นไม่ได้นึกถึงความสุข ครั้งนี้สนุกตั้งแต่เริ่มคิด


สายหมอกกับผืนป่าบริเวณแค้มป์สอง

คราวนั้น...รุ่งเช้าที่อำเภอภูเรือมีม่านฝนบางๆ โปรยลงมาตลอดเวลา ตลาดยามเช้าดูเงียบเหงา ชาวบ้านร้านค้าเก็บตัวอยู่ในบ้าน รถสองแถวที่เคยให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวขึ้นอุทยานแห่งชาติภูเรือพลอยหายหน้าไปด้วย สุดท้ายผมไปขอเช่าเหมารถจากร้านเสน่ห์ไก่ย่างจากตีนภูขึ้นไปสู่อาคารสำนักงานอุทยานแห่งชาติภูเรือ


น้ำตกสามชั้น เป็นน้ำตกขนาดเล็ก

พอขึ้นไปถึงที่ทำการอุทยานปรากฏว่าเม็ดฝนเริ่มหนาแน่นขึ้นเป็นลำดับ ผมขอแผนที่เดินป่ากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้แล้วออกเดินทางไปที่ผาโหล่นน้อยซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่รถยนต์ขึ้นไปถึง จากนั้นจึงนัดแนะกับเจ้าของรถให้มารับในราวบ่ายสามโมง


น้ำตกห้วยไผ่ เป็นน้ำตกขนาดกลางที่งดงามตามสมควร

ทางดินชื้นแฉะ สายลมกรรโชก เบื้องหน้ามีเพียงม่านฝนบดบังผืนป่า สนสองใบที่หนาแน่นบัดนี้มองเห็นเพียงเงาลางเลือน ไม่นานนักผมเดินมาถึงแค้มป์ 2 ทีแรกผมคิดว่าคงเดินต่อไปไม่ได้แล้ว แต่สายฝนเบาบางลงจนใจชื้น จึงมุ่งหน้าเดินต่อไป ขณะก้าวเท้ามีเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่งโผล่หน้าออกมาจากบ้านไม้หลังเล็กส่งเสียงถามผมว่า “จะไปไหนครับ” ผมตอบว่า “จะลงไปที่น้ำตกห้วยไผ่” เขาบอกว่า “อย่าไปเลยวันนี้ฝนคงตกไม่หยุด ทางเดินลื่น วันนี้ไม่นักท่องเที่ยวเลยนอกจากคุณคนเดียว” แล้วเขาก็บอกอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ผมบอกว่าไม่ไปไม่ได้ถึงยังไงก็ต้องไป (นั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์) แล้วผมก็โบกมือลาพร้อมกล่าวขอบคุณในความเป็นห่วง


เห็ดป่าหน้าฝน

ทางเดินต่อแต่นี้เป็นทางลงเขาโดยตลอด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แค่ชั่วอึดใจเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ก็เกิดขึ้น เพียงก้าวเท้าผ่านดงหญ้าคาสูงท่วมหัวก็พลาดเสียแล้ว ตรงจุดนี้มันเป็นทางลงเขา หญ้าคาที่รกเรื้อท่วหัวทำให้ไม่รู้ว่าเส้นทางมีลักษณะแบบไหน อย่างไร พอก้าวเท้าจึงลื่นไถลไปตามทางชัน กระเป๋ากล้องกับตัวไถลไปทางหนึ่ง ขาตั้งกล้องกลิ้งไปอีกทางหนึ่ง แค่บทเริ่มต้นก็สนุกแล้ว


เฟิร์นก้านดำ

จากนั้นเดินคลำเส้นทางลงมาที่น้ำตกหินสามชั้น ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็ก เดินผ่านมาถึงลาดเหมือดแอ ซึ่งเป็นธารน้ำกว้าง น้ำในล่องลำธารไม่ลึกแต่ไหลรุนแรง นับเป็นภาพลำธารที่สวยงามแปลกตา ดังนั้นจึงนำขาตั้งกล้องลงมาปักหลักกลางลำธาร บันทึกภาพสายน้ำได้สามสี่เฟรมฟิล์มก็หมด จึงเดินขึ้นไปที่ริมตลิ่งเพื่อหยิบฟิล์มม้วนใหม่ โดยทิ้งกล้องกับขาตั้งกล้องไว้กลางธารสวย


หมอกฝนบนยอดไม้ (รอยต่อระหว่างป้าไผ่กับป่าดิบ)

ขณะเปลี่ยนฟิล์มอยู่กลางลำธารเกิดเสียหลักลื่นล้ม ด้วยสัญชาติญาณจึงเอื้อมมือไปคว้าขาตั้งกล้อง แล้วมันก็ล้มลงมาเพราะไม่สามารถทานน้ำหนักตัวได้ กล้องกับขาปริ่มอยู่ในน้ำ ส่วนผมลอยเคว้งไปกับกระแส กว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงฝั่งร่างกายเปียกปอนไปหมด  รีบกลับมากู้กล้องแล้วลองกดชัตเตอร์  ปรากฏว่าเจ้า Contax 167 MT ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย ถึงเวลานี้กำลังใจถดถอยไปหมดแล้ว ทำอะไรไม่ถูกนอกจากนำผ้ามาเช็ดกล้อง พยายามซับน้ำออกจากตัวกล้องให้หมด ไม่นานนัก สายฝนที่ขาดเม็ดก็ล่วงหล่นลงมาอีก


เฟิร์นเล็กๆ งอกเงยบนก้อนหิน

ใต้ต้นเฮียงกลางป่าภูเรือ โดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง เริ่มถามตัวเองว่ามาทำไม? คุ้มไหม? ความรู้สึกกลัวเริ่มขึ้นเมื่อไหร่มิอาจทราบ แต่พอบอกได้ว่านี่เป็นความกลัว (กลัวป่า) เป็นความกลัวอย่างจริงจังในชีวิตการเดินทาง ไม่อยากเชื่อว่าต้องมาอยู่คนเดียวกลางป่าท่ามกลางสายฝนและความสงัด...ไม่อยากเชื่อจริงๆ


มอสบนไม้แห้งที่หมดอายุขัย

ฝนซา ฟ้าใส สมาธิกลับมาอีกครั้ง ตัดสินใจไม่ย้อนกลับไปทางเดิม แต่มุ่งหน้าสู่น้ำตกห้วยไผ่ ซึ่งดูเหมือนฝนฟ้าจะเห็นอกเห็นใจอยู่บ้างเพราะขณะเดินลงมาสายฝนก็หายไป คราวนี้ได้เห็นป่าที่โอบล้อมอยู่รอบข้าง ป่าภูเรือหน้าฝนเขียวชุ่มชรอุ่มชื้น สวยงามมากทีเดียว ดอกไม้มากหน้าหลายตาผุดโผล่ให้เห็นมากมาย ดอกหนึ่งที่จดจำได้ไม่ลืมคือเอื้องพิสมรกับดอกดิน


ร่องลำธารในหุบ รอยต่อระหว่างเขาลูกหนึ่งกับเขาอีกลูกหนึ่ง

ดอกดินเป็นดอกไม้ไร้ใบเพราะมีลำต้นอยู่ใต้ดิน ดอกสีแดงม่วงชูช่อผุดออกมาจากดิน(กลางทางเดิน) มันผุดขึ้นมาทักทาย ผมคิดอย่างนั้น และมันกลายเป็นดอกไม้กำลังใจ มันทำให้รู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาด

เดินมาตามทางจนเริ่มพบป่าไผ่สลับป่าดิบ แสดงให้เห็นว่าใกล้น้ำตกห้วยไผ่เข้าไปทุกที กำลังใจที่ท้อถอยกลับมาแล้ว ใช่ ! มันคล้ายคนที่กำลังจะถึงเส้นชัย แต่เส้นชัยที่ผมไขว่คว้ามิได้มาง่ายๆ สุดท้ายมาเจอธารน้ำสายหนึ่งไม่ใหญ่โตแต่เชี่ยวกรากไหลบ่าจากผาสูงขวางเส้นทางเดิน  แล้วจะข้ามไปยัง? ถามตัวเองหลังวางเป้ไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมไม่กล้าข้ามธารน้ำเพราะคะเนจากสายตาแล้วเชื่อว่ากระแสนั้นเชี่ยวพอทำให้ผมลอยหายไปได้
เถาวัลย์ที่พันเกี่ยวไม้ใหญ่ถูกตัดลงมา ปลายข้างหนึ่งผูกไว้กับต้นไม้ แล้วค่อยๆ พาตัวเองข้ามธารน้ำเชี่ยว...สำเร็จ จากนั้นจึงพาตัวเองมุ่งหน้าต่อไป


ข้ามธารสายนี้เพื่อก้าวไปสู่น้ำตกห้วยไผ่

พอมาถึงน้ำตกห้วยไผ่ผมนอนพักบนหินผาราวเหนื่อยล้ามาแรมปี ครุ่นคิดถึงเส้นทางที่ผ่านมาแล้วอดหัวเราะไม่ได้ ทำไมต้องแสวงหาอะไรขนาดนั้น ผมหัวเราะเหมือนคนบ้า เพราะไม่รู้จะระบายกับใครนอกจากป่า คุณเคยหัวเราะแบบเต็มๆ เสียมั๊ย หัวเราะสุดเสียงให้มันสะใจ หัวเราะด้วยร้องไห้ด้วย มันฉิบหาย

นั่นเป็นเหตุการณ์การเดินป่าครั้งสำคัญของชีวิต ภายหลังกลายมาเป็นบทเรียนที่สอนสั่งตัวเองให้เพียรระมัดระวัง ให้รู้จักรวบรวมสมาธิตั้งสติ นำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ถ้าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้จากธรรมชาติจนเกิดเป็นพระธรรมคำสั่งสอน ครั้งนี้ผมเข้าใจและทราบซึ้งในรสพระธรรมแล้ว และยังเชื่อว่าธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่จริงๆ


ระหว่างเดินมีป้ายบอกทางและบอกระยะทาง แต่ตรงธารน้ำข้ามไปสู่ห้วยไผ่ไม่มี ตรงนั้นหลงง่ายมาก ต้องระวังให้ดี

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องราวในอดีต ส่วนวันนี้เส้นทางดังกล่าวมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาจแบ่งได้ง่ายๆ คือพรรณไม้กับสายน้ำ  ฝั่งซ้ายของสายน้ำเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้ที่เห็นเด่นชัดมีต้นสน เหียง และไผ่ ฝั่งขวาเป็นป่าดิบ (ไม่ได้เปิดให้เดิน)

ส่วนสายน้ำมีน้ำตกขนาดเล็กเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง เช่น น้ำตกสามชั้น น้ำตกเลิศพบ มีธารน้ำชื่อแปลกหน้าตาประหลาด “ลาดหินแตก” “ลาดเหมือดแอ” สุดท้ายเป็นน้ำตกขนาดกลาง “ห้วยไผ่” ซึ่งเป็นจุดหมายของการเดินป่าเส้นนี้

การเดินคราวนี้ไม่ต่างจาก 20 ปีที่แล้ว หน้าฝนเดินยาก ทางลื่น เส้นทางบางช่วงถูกพันธุ์ไม้ปกปิด ต้องตั้งสติ ต้องพิจารณาดูทิศทางให้ดี ไม่งั้นหลงชัวร์ โดยเฉพาะในหลายๆ ช่วงต้องมุด ข้าม ลอดและเลี่ยงป่าไผ่ที่ล้มลงมา


อาทิตย์ยามเช้าที่แค้มป์สอง

ใครบางคนคำถามว่ามาทำไม ต้องตอบว่าการเดินป่าหน้าฝนสำหรับผมคือสุข สุขที่ได้พบความชุ่มชื้น สุขที่ได้พบความงามอันพิสุทธิ์  สุขที่ได้เห็นพันธุ์ไม้งอกงามตามวัฏธรรมชาติ แม้ช่วงนี้ไม่มีดอกไม้ให้ชื่นชมมากนัก หากมอส ตะไคร่ ไลเคน เฟิร์น เห็ด พาใจให้เบิกบานได้เช่นกัน ที่สำคัญ น้ำตกห้วยไผ่รินไหลมิเคยสร่างงามยังไงงามยังงั้น วันนี้ก็เช่นกัน

อย่างที่บอกในตอนต้น ผมมาตามหาอดีต เป็นอดีตที่ผมจดจำตลอดมา การตามหารอยอดีตผ่านไปด้วยดี ป่าภูเรือยังต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีดีดุจเดิม โหดน้อยๆ เหนื่อยบางๆ หอบเบาๆ แต่เงาความงามปกคลุมไปทั่ว ซึมซับและซาบซึ้ง เป็นไปตามที่คาดหวัง งดงามครับ

หมายเหตุ
-    อุทยานแห่งชาติภูเรือ อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย นักท่องเที่ยวที่มีรถส่วนตัวสามารถขับขึ้นไปบนจุดจอดรถใกล้ๆ ผาโหล่นน้อยแล้วเดินเท้าไปบนยอกภูเรือได้โดยสะดวก ส่วนนักท่องเที่ยวแบบแบกเป้ มีรถสองแถวบริการที่ตลาดสด ค่าบริการขึ้นอยู่กับการเดินทางใกล้ไกล แต่ทั้งหมดมีราคากลางกำหนดไว้แล้ว กรณีที่ผมขึ้นไป ผมให้มารับตอนตีห้า ขึ้นไปส่งบริเวณผาโหล่นน้อย แล้วกลับมารับอีกทีตอนเที่ยง ค่าบริการอยู่ที่ 700 บาท ส่วนที่พักบนภูเรือ( ของอุทยานฯ) มีบ้านพักและที่กางเต็นท์ 2 จุด คือบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 1 (แค้มป์ 1) และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 (แค้มป์ 2) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย
-    ผู้สนใจเดินป่าภูเรือ แนะนำให้มาเดินช่วงตุลาคม ช่วงนั้นฝนน้อยลง น้ำในลำธารเยอะขึ้น ดอกไม้เริ่มบานเต็มภู ส่วนถ้ามาช่วงเดือนธันวาคม ช่วงนั้นกล้วยไม้เริ่มตกดอก รวมถึงมีนกอพยพบางชนิดหนีหนาวมาจากแดนไกล พวกมันมาอาศัยพักในป่าแห่งนี้ชั่วคราว และที่ดีมากคือทางเดินสะดวก เดินง่ายกว่าช่วงฝน


 

 

Facebook Leave a Comment