ภูหลวงอาณาจักรพันธุ์ไม้

สาโรจนฺ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา / 18/05/2017 10:03:08


ออกเดินเท้าก้าวเดินทาง
ชีวิตเราเป็นของเรา
หลังขุนเขามีเงาความสุขรอเราอยู่


อาทิตย์ลาลับที่ภูขวาง บันทึกจากโหล่นแต้


ภูหลวงยามเช้า มองจากบ้านสานตม

ผมเคยเดินทางไปสัมผัสเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย มาแล้วหลายครั้ง ในหลายครั้งนั้นได้พบความแปลกใหม่ของพันธุ์ไม้ ได้เดิน
ไปบนเส้นทางสายเกสรได้ล้มตัวลงนอนกับความเหน็บหนาว บางปีตกอยู่ในความประมาทไม่ได้พกพาเสื้อผ้าอย่างหนามีเพียงแจ็กเก็ตกันลม
ตัวบางทำให้สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักตลอดทั้งคืนไม่กล้าออกมาบันทึกภาพดาวพราวฟ้าทั้งๆ ที่คืนนั้นดาวสวยกว่าคืนไหนๆ


ทางเดินจากลานสุริยันสู่ป่าแปกดำ


ดอกสะเม็ก


เอื้องพลายงาม

ทั้งเส้นทางเก่าและใหม่ได้พบความหลากหลาย ได้พบพรรณพืช พบรอยเท้าไดโนเสาร์ ได้เฝ้ามองนกนานาขยับปีกเริงร่า ได้บันทึกภาพ
ภูผาอันงดงามรวมถึงภาพดวงอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก จำได้ว่าครั้งหนึ่งตื่นก่อนตีห้าเดินฝ่าความหนาวไปตามสันเขา...ขดตัวรออดวงอาทิตย์
อยู่หลังพงไม้ วันนั้นลมแรงจนมือกร้านด้านชาไปหมด เป็นการบันทึกภาพตะวันงามที่หนาวเย็นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 


เอื้องสำเภางาม


เอื้องตาเหิน


เอื้องครั้งแสด

หลังจากผันผ่านมาหลายครั้งหลายหนผมสรุปว่าหลงรักภูหลวงอยากโอบกอดภูหลวงอยากย่ำเดินไปบนเรือนร่างอันสวยงามนั้นโดยเฉพาะ
จุดซ่อนเร้นที่ไม่เคยไป จุดอุดมที่ไม่เคยเห็น จึงบอกตัวเองเสมอว่าต้องไป...ต้องเป็น...ต้องเห็น...ต้องเอา...ต้องเอาใจไปฝากไว้ในจุดเหล่านั้น
และหนึ่งในจุดซ่อนเร้นมีชื่อ “โหล่นแต้”มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาผากบ โหล่นสาวแยงคิง ส่วนน้ำตกที่มีอยู่มากมายหลายแห่งก็เป็น
จุดหมายปลายฝัน ที่สำคัญผมสัญญากับตัวเองว่าต้องไป


สิงโตกลอกตา


ข้าวตอกฤาษี


ประตูสู่ป่าแปกดำ มีกุหลาบขาวแซมแทรก

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาผมคุยกับผองเพื่อนว่าควรหาโอกาสไปโหล่นแต้กันซักครั้ง ซึ่งทุกคนเห็นดีด้วย การวางแผนจึงเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น
สุดท้ายมีเพื่อน 3 คนถอนตัวเนื่องจากไม่สะดวกเรื่องวันเวลาส่วนผมกับเพื่อนหน้าเดิมคือไข่ (เดอะเนชั่น) ชาธิป (นสพ.กรุงเทพธุรกิจ) บุ๋ม
และน้องนุชสุดท้องคือเอ (ททท.เลย) พวกเรารวมตัวแบกเป้เข้าป่า มุ่งหน้าสู่โหล่นแต้ทางฝั่งทิศตะวันออกซึ่งอยู่ห่างจากหน่วยโคกนกกระบา
ออกไปประมาณ 14 กิโลเมตรการเดินคราวนี้มีสิ่งที่ต้องตรึงใจมากมายทั้งทิวทัศน์ เหตุการณ์ รวมทั้งหัวใจผู้ร่วมทางซึ่งหมายรวมถึง
เจ้าหน้าที่ป่าไม้อีก 3 คนคือจาน อุตตโน,บัวไล อุตตโน และบุญมี ศรีบุรินทร์


พบกะโหลกช้างแถวๆ บึงกาฬน้อย


พักกินข้าวเที่ยงระหว่างทาง


17 มีนาคม 2559 เวลา 21.00 น. รถโดยสารปรับอากาศวีไอพี 24 ที่นั่งเคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ผ่านสระบุรี สีคิ้ว ชัยภูมิ ชุมแพ
ถึงเมืองเลยราวตีสี่กว่าๆ เช้านี้ที่เมืองเลยอากาศเย็นซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากเพราะตอนนี้ข้าสู่หน้าแล้งฤดูร้อนเต็มตัวแล้ว


ดอกหรีด


เมเปิ้ลแห้งกลางป่า

เอกับน้องอนุรักษ์ขับรถมารับเราที่บขส. ด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อยี่ห้อโตโยต้า เป็นโตโยต้าแบบกระบะสองตอนผมกับชาธิปกระโดดขึ้น
กระบะหลังพร้อมเป้กล้องและกระเป๋าเสื้อผ้า ที่เหลือนั่งอยู่ด้านใน เราแวะตลาดสดหาซื้อเสบียงจนเป็นที่พอใจจึงออกเดินทางสู่บ้านสานตม
อำเภอภูเรืออันเป็นปากทางสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง


ห้วยน้ำทบ

เช้านี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มา ร้านค้ายังไม่มี สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือหลบลมหนาวอยู่ในอาคารเอนกประสงค์บางคนนอน บางคนนั่ง บางคนฟัง
นกนานาร้องเพลงท่ามกลางสายลมแรง บางจังหวะมีไก่ฟ้ามาคุ้ยเขี่ยหากินตรงชายป่า ได้เวลากดชัตเตอร์กันตั้งแต่ตอนนั้น


หาทางข้ามห้วย

9.00 น. เจ้าหน้าที่ที่นัดหมายเอาไว้ทยอยขึ้นมาทีละคนสองคน เรายกมือไหว้ทักทายทำความรู้จัก คนแรกคือหัวหน้ากลุ่มผู้เก๋าป่า เขาเดินมา
ทุกเส้นทางแล้ว แม้อายุล่วงเข้า 57 ปีแต่ยังดูดีอยู่ คือกระฉับกระเฉงสมเป็นคนเก่งที่ถูกยกย่องให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ “จาน”
ผมเรียกเขาว่าพี่ พี่จานยังแนะนำว่า “อะไรที่ไม่จำเป็นเก็บไว้ที่นี่ เสบียงแบ่งกัน ของหนักๆ วางไว้เดี๋ยวพวกเขาแบกเอง” ส่วนสิ่งที่เราต้องรับผิด
ชอบคือกระเป๋าเสื้อผ้ากับเป้กล้อง รวมถึงน้ำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินป่า ผมเชื่อว่าขวดน้ำที่บรรจุแค่ 1.5 ลิตรนิดเดียวไม่มีทางพอ แต่พี่จาน
บอกว่าไม่เป็นไรในป่ามีน้ำ (ตอนนั้นไม่มีใครคิดหรอกว่าเราจะกินน้ำจากไหน)


ทุ่งดอกหญ้าที่หน่วยพิทักษ์โหล่นแต้

10.00 น.ออกเดินเท้าก้าวเดินทาง เดินผ่านลานสุริยันลานพันธุ์ไม้ที่ควรเดิน เด็กเดินได้ผู้ใหญ่เดินสะดวกเพราะเส้นทางเป็นวงกลมมีระยะทาง
ไม่เกิน 3 กิโลเมตร ในลานสุริยันมีพันธุ์ไม้มากมายทั้งไม้ดอกและไม้ใบ เช่น กุหลาบขาว เหง้าน้ำทิพย์ เอื้องสำเภางาม ฯลฯ ส่วนไม้คลุมดิน
ที่พบเห็นได้ที่นี่และดอยอินทนนท์คือข้าวตอกฤาษี นั่นหมายความว่ามันมีความชุ่มชื้นมาก


ทางเดินหน้าบ้านพักดกดื่นไปด้วยกุหลาบแดงกับเมเปิ้ล


จากลานสุริยันเราเดินตัดออกมาบนทางเดินสายแคบ ผ่านทุ่งโล่งที่ประกอบไปด้วยกุหลาบป่าตกดอกขาวพราวพร่าง ทางเดินเรียบง่ายเป็น
ทางทรายขาวละมุน (ต้นทุนความงามเริ่มตั้งแต่ดิน) บนทางเดินมีขี้ช้างเป็นระยะ บ้างแห้ง บ้างสด บ้างสดใหม่ เหมือนมันเพิ่งผ่านไปไม่ถึง 10 นาที


บ้านพักที่หน่วยพิทักษ์โหล่นแต้

ก่อนถึงป่าแปกดำผู้นำทางอย่างพี่จานหยุด...หยุดเพราะมีเสียงไม้หักดังมาจากป่าทึบทางด้านซ้าย เขาทำมือให้หยุดและเริ่มถอย ไม่ไกล
มากนักช้างสามตัวพ่อแม่ลูกขยับตัวหันมามองเราครู่หนึ่งจึงย้ายร่างอวบใหญ่หายไปในราวไพร


กุหลาบแดงหน้าบ้านพัก


เราเดินต่อ ข้ามธารน้ำสองสามสาย บางธารแห้งผาก บางธารยังเห็นความชุ่นชื้น บางธารพอมีน้ำขังอยู่บ้าง เราเดินผ่านป่าแปกดำ (ป่าสน)
ทะลุออกไปสู่ลานโล่งอีกครั้ง


ข้าวเหนียวเยียวยาความเหนื่อยล้า


ต้มย่างกลางกองฟืน

เที่ยงกว่าๆ แข้งขาเริ่มล้าถึงเวลาต้องพัก แต่ก่อนหน้านั้นเราพบโครงกระดูกช้างมีทั้งหัวกะโหลกกระดูกขาและส่วนอื่นๆ อีกนิดหน่อย
กระดูกกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ นะบเป็นเรื่องน่าแปลกใจโดยปกติช้างมีที่ตายหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า “สุสานช้าง” แต่ที่เห็นในวันนี้
เป็นเรื่องผิดปกติเพราะมันตายในทุ่งโล่ง สาเหตุการตายในเบื้องต้นมิอาจคาดเดา ส่วนกระดูกหลายชิ้นที่หายไปเป็นไปได้ว่าถูกนักล่าหลาย
สายพันธุ์แบ่งสรรปันส่วนมันจึงเหลือเพียงเท่าที่เห็น


ผักกูดลวกจิ้มน้ำพริกป่า แซ่บสุดเด็ด

เราพักกินข้าวกลางวันกลางทางใกล้บึงน้ำขนาดเล็กสองบึงซึ่งที่ถูกเรียกว่า “บึงกาฬน้อย” จากนั้นจึงเดินต่อ

เราเดินลงเขาสูงชันผ่านธารน้ำตกแห้งผาก ในซอกธารมีแต่ใบไม้แห้งกองทับทมเต็มไปหมด ใบที่โดดเด่นที่สุดเป็นใบเมเปิ้ลแสดงให้รู้ว่า
บริเวณนี้เป็นป่าเมเปิ้ลที่อุมดมสมบูรณ์มาก ผมแอบจินตนาการถึงช่วงที่มันเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง...เหลืองเป็นแดง มันคงงดงามน่าดูทีเดียว

พวกเราเดินโซเซผ่านป่าดิบแล้งมาจนถึงธารน้ำ เดินข้ามขอนไม้ใหญ่ โผล่ขึ้นมาสู่ทุ่งโล่งอันเป็นจุดหมายปลายทางในขั้นต้น
ที่นี่คือ “หน่วยพิทักษ์ป่าโหล่นแต้”


ทางเดินไปโหล่นสาวแยงคิง


บริเวณนี้มีทุ่งหญ้าตกดอกเอนไหวไปกับสายลมเย็น รอบนอกเป็นไม้ใหญ่แน่นหนาราวปราการด่านป้องกัน ตรงกลางมีอาคารไม้กระจายอยู่สี่หลัง
สองหลังแรกเป็นอาคารขนาดใหญ่อยู่ในช่วงปรับปรุงซ่อมแซม ถัดเข้ามาด้านในเป็นอาคารไม้เก่าหลังเล็ก มีห้องแบบโถงใหญ่แต่สภาพ
โดยรวมทรุดโทรมทั้งยังไม่ได้รับการดูแล นั่นเป็นเพราะโหล่นแต้อยู่ไกลเกินกว่าศรัทธาจะมาถึงเขาจึงปิดและปล่อยไปตามยถากรรม ที่สำคัญ
การแบกของหรืออุปกรณ์เข้ามานั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าจะบูรณะกันจริงๆ อาจต้องใช้เฮอลิคอปเตอร์บินเข้ามาส่งของ ส่วนอาคารหลัง
สุดท้ายเป็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เข้ามาพักหลังจากลาดตระเวณไปตามพื้นที่โหล่นแต้ (ที่แน่ๆบ้านหลังนี้คือครัวสำหรับค่ำคืนนี้)

สิ่งที่น่าสนใจใตอนนี้คือพื้นที่หน้าบ้านพักเต็มไปด้วยกุหลาบแดงเบ่งบานละลานตา งดงามด้วยกลีบดอกกับกายเกสร แค่นั่งๆ นอนที่ระเบียงบ้าน
ก็สุขใจคลายเหนื่อยได้มากโข


โหล่นสาวแยงคิง

ก่อนค่ำ อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ใครบางคนไปอาบน้ำใน “ห้วยน้ำทบ” ใครหลายคนอาบด้วยทิชชู่เปียก จากนั้นจึงไปล้อมวงกินข้าว...
ข้าวเหนียวร้อนๆ น้ำพริกกับผักกูด แหนมย่างใบตอง ต้มยำปลาก้าง กับข้าวเรียบง่ายภายใต้ผืนฟ้ากว้างเอร็ดอร่อยจนพุงกาง

ก่อนจากลากันในค่ำคืนแรกเราต้องต้มน้ำ (น้ำห้วย) กรอกใส่ขวดเก็บไว้กินในวันรุ่ง

22.00 น. เปลวไฟจากกองเพลิงมอด อากาศเหน็บหนาวร้าวลึก ถุงนอนบอบบางมิอาจสกัดกั้นความเย็นชื้น เสื้อแขนยาวสองตัวถูกทับด้วย
แจ็คเก็ตหนา กว่าจะอำลาความหนาวเข้าสู่นิทราสวัสดิเวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งคืน


เฟิร์นกระปลอกเล็ก พบที่โหล่นสาวแยงคิง

ช่วงค่ำ..ดึก...กระทั่งรุ่งสาง สายลมพัดผ่านกรอบหน้าต่างไร้บานในบ้านเก่า อากาศเหน็บหนาวร้าวถึงกระดูกแก่ ดีที่ยามสายมีแดดอุ่นโอบอาบ...
คราบความเย็นจึงระเหยหายไปกับน้ำค้างชุ่มยามเช้า

ไม่ไกลจากที่พัก กระรอกขาวไต่ลงมาจากยอดไม้...ย้ายมาอยู่บนสะพานข้ามลำห้วย มันคงได้ยินเสียงชายประหลาดจากเมืองหลวงจึงลงมา
ชำเลืองมองด้วยความสงสัย ผมเก็บภาพมันไม่ได้เพราะเคลื่อนไหวไวเกินเหตุ ส่วนมันคงบันทึกภาพเราเรียบร้อยแล้วจึงถอยร่นสู่ป่ารกที่คุ้นชิน

ถ้าที่นี่คือสนามรบเดินมาพบศัตรูอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมคงโดนมันยิงจนพรุนไปทั้งตัว ตายตั้งแต่ยังไม่ได้ยกปืนประทับบ่าเสียด้วยซ้ำ ดีนะที่มันยิงผม
ด้วยสายตา...ฆ่าผมด้วยมิตรไมตรี ขอบคุณแววตาสะอาดใสคู่นั้น


ไฟไหม้ซุ้มงูเห่า

ควันไฟโชยกรุ่น อาหารโชยกลิ่น เข้าใจว่าสามทหารเสือของเราจัดการปรุงอาหารมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว

ท้องอิ่มอากาศเริ่มอุ่น อาทิตย์สาดแสงทาบทับธารน้ำ นักเดินทางออกเดินผ่านป่าใหญ่ออกไปสู่ทุ่งโล่ง และเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของป่าสน
ผืนแรกนั่นคือ“โหล่นสาวแยงคิง”


ที่เห็นด้านหลังคือภูขวาง มองจากซุ้มงูเห่า

พักเหนื่อยด้วยการถ่ายภาพจากนั้นเดินผ่านแนวสนหลุดพ้นเข้าไปสู่ป่าดิบ ถึงตอนนี้เราได้กลิ่นควันไฟ พอหลุดป่าออกไปที่ “ซุ้มงูเห่า”
จึงพบว่าป่าบริเวณนี้ถูกไฟไหม้ มีสนหลายต้นโค่นล้ม ป่าหญ้าเสียหายทั้งหมดรวมถึงดงเอนอ้าก็ยืนต้นตายไปด้วย


ดอกเอนอ้าที่รอดพ้นจากไฟป่า

เดินผ่านลานประหารขึ้นสู่เนินสูงกระทั่งไปหยุดยืนที่ริมผากว้าง ตรงนี้เป็นช่องลม ลมแรงพัดผ่านมาจากขุนเขา หากมองย้อนกลับไปจะพบ
ภูขวางทอดตัวเหยียดยาว ส่วนฝั่งหน้าผามองอะไรไม่ถนัดชัดตาเนื่องจากควันไฟ แต่ยังมองเห็นภูเขาลูกหนึ่งเลือนรางราวอยู่ในความฝัน
เป็นภูเขาที่งดงามด้วยมีลักษณะยอดตัด บางคนบอกว่ามันเหมือนฟูจิยาม่าแต่ผมว่าไม่เหมือนเลยซักนิดภูลูกนี้คือ “ภูหอ”


คุณไข่ (นสพ.เนชั่น) ที่ผากบ

ทางด้านขวาเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สลับป่าสนซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายเป็นอย่างมาก ความจริงถ้าไม่โดนไฟมันจะเป็นทุ่งหญ้าสีน้ำตาลในหน้าแล้ง
เขียวชรอุ่มในหน้าฝน ใครๆ เรียกตรงนี้ว่า “สนามกอล์ฟช้าง” ส่วนทางด้านซ้ายมีรอยไฟไหม้เป็นทางยาวสุดสายตา


ผากบ

ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินประกอบกับจุดนี้มีลมเย็น หลังกินข้าวจึงแยกย้ายกันนอนคนละงีบสองงีบ ประมาณว่าเอาเรี่ยวแรงเพื่อเดิน
ต่อไปยังโหล่นแต้ จุดหมายปลายทางในการเดินทางมาเยือนภูหลวงครั้งนี้

ท้องอิ่มพริ้มหลับ...ตื่นขึ้นมาขยับแข้งขาจากนั้นเดินย้อนกลับไปทางเดิม ผ่านซุ้มงูเห่าโหล่นสาวแยงคิง พอมาถึงโหล่นสาวแก้มแดง
ปรากฏว่ามีเปลวเพลิงสูงท่วมหัวกำลังลุกลามทุ่งหญ้า ผมกับไข่เดินเข้าไปใกล้ๆ เข้าไปถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในการอ้างถึงกรณีไฟป่า


ภูหอเลือนลางอยู่ในควันไฟ

สุดท้ายปลายทางที่โหล่นแต้ ลานป่าสนที่กว้างใหญ่ ขนาดป่าไหม้ไฟมันยังสวยขนาดนี้ถ้าถึงปลายฝนต้นหนาวมันคงงดงามถึงขีดสุด
ผมบอกตัวเองว่า “ถ้ายังพอมีแรงคงต้องกลับมาอีกครั้ง ไม่แน่นะอาจเป็นปลายตุลานี้เลย”


สนามกอล์ฟช้างโดนไฟไหม้เสียหายมาก

ขณะนั่งบนลานหินใต้ป่าสนผมยิ้มให้ตัวเอง ยิ้มเพราะย้อนคิดกลับไป คือจะมีใครบ้าพอเดินทางไกลไปกลับกว่า 30 กิโลเมตร มานอนดูไฟไหม้ป่า
นอนดูอาทิตย์อำลาสันเขา เสี่ยงกับไฟ ต้องระวังภัยจากช้างป่า แต่พอคิดก็เข้าใจว่านักเดินทางต้องเดินทาง เกิดเป็นช่างภาพ+คนเขียนหนังสือ
อย่าหยุดอยู่กับที่ ยังมีสารคดีอีกมากที่จำเป็นต้องนำมาเสนอและฝากฝังไว้บนแผ่นดินนี้



ป่าสนโหล่นสาวแก้มแดง ทางเดินไปโหล่นแต้

เรานั่งๆ นอนๆ อยู่บนลานหินกว้างเพื่อรอบันทึกภาพอาทิตย์ลับฟ้าในสนธยาที่สอง ขณะเดียวกันไฟยังไหม้ไปเรื่อยๆ แรกทีเดียวทำท่าจะ
หยุดแต่เมื่อสายลมพัดผ่าน..ม่านไฟเบาบางลุกโชนขึ้นมาอีกคราวนี้ไหม้เร็วกว่าเดิม...มากกว่าเดิม ไหม้ปิดกั้นทางเดินที่เราผ่านมา รอช้ากว่านี้
คงไม่ได้ต้องรีบย้ายตัวเองออกจากผาโหล่นแต้ด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่มันจะตีกลับมาโอบล้อมเราจนไม่มีทางออก


ป่าสนโหล่นแต้

ค่ำใกล้ ใจแกว่ง เรี่ยวแรงยังหลงเหลือ หลังอาทิตย์ลับราตรีปรากฏกาย เราย้ายตัวเองจากริมหน้าผามาสู่ที่พัก ระหว่างทางความมืดโรยตัว
ความกลัวแทรกแซงใจ...อีกไกลกว่าจะถึง


ไฟป่ากับอาทิตย์อัสดง เป็นบรรยากาศงดงามที่ขมขื่นสิ้นดี

ระหว่างเดิน แสงไฟฉายสาดกระทบดวงตาคู่หนึ่งและอีกคู่หนึ่ง คู่แรกอีเห็น คู่หลังอีเก้ง ได้แต่หวังว่าอย่าพบดวงตาเรียวเล็กบนร่างสูงใหญ่
อย่าพบอะไรทำให้ใจระทึก...อย่านะ (โชคดีสุดท้ายถึงจุดหมายด้วยความปลอดภัย)

ป่าหนาวกินข้าวข้างกองไฟ ปลากระดี่ทอดกรอบกับข้าวเหนียวร้อนๆ น้ำพริกกับผักกูดสูตรป่าไม้เอร็ดอร่อยดุจเดิมเหมือนเมื่อวานยังไงยังงั้น


อาหารมื้อค่ำท่ามกลางแสงไฟฉาย

22.30 น. ชาธิป เอและบุ๋มห่อตัวอยู่ในถุงนอนนุ่มหนา ผมกับไข่นั่งสนทนากัน ก่อนลาหลับสรุปบางอย่าง อย่างที่เราเข้าใจ

ป่าภูหลวงเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพรรณไม้หายาก เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าจำนวนมาก มันเป็นมรกดกทางธรรมชาติ
ที่สมควรถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลก แม้องค์กรผู้รับผิดชอบอย่างยูเนสโกยังไม่ได้ยกภูหลวงให้เป็นมรดกโลก แต่ในหัวใจเรามันคือมรดกที่สำคัญ
ที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย อย่าให้ใครมาทำร้าย อย่าให้ใครมาทำลาย...เหมือนพรานบางกลุ่มที่ขึ้นมาเผาป่าเพื่อรอฝนตกลงมาให้หญ้าระบัดท้ายสุด
รอดักยิงสัตว์ที่หลงเข้ามากินหญ้าผืนนั้น


ควันไฟในป่าสนที่โหล่นแต้

ค่ำนี้หนาวหนาวเท่าเมื่อคืน เราต้องตื่นกันแต่เช้าเพื่อเดินกลับโคกนกกระบา พรุ่งนี้ยังมีสัมภาระต้องแบกไว้บนไหล่กับระยะทางไกล 14 กิโลเมตร
ผมล้มตัวลงนอนหลับรวดเดียวถึงรุ่งสาง ฟ้าสว่างจึงจากลา…โหล่นแต้


ในห้วยน้ำทบยังพอมีน้ำให้เราดื่มกินบ้าง (ต้นแม่น้ำเลย)

ขอบคุณ
-    หัวใจทุกดวงของเพื่อนร่วมทาง
-    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานจังหวัดเลย
-    นายสุรพล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
 

Facebook Leave a Comment