3 คืน 4 วัน หลับฝันในเมืองน่าน (ตอนแรก วันแรก)

พายุทราย พรายทะเล / 03/09/2019 21:29:26



3 คืน 4 วัน หลับฝันในเมืองน่าน (ตอนแรก...วันแรก)


ในขณะที่ฝนโปรยปรายไปทั่วประเทศ เป็นโอกาสดีของนักเดินทางที่ชอบสัมผัสท้องนาป่าเขา ซึ่งเมืองไทยมีมากมายหลายสถานที่ให้เลือก สำหรับผมกับเพื่อนเลือกเมืองน่านเป็นจุดหมายในปลายอาทิตย์ แม้มีเวลาแค่ 3 วัน 4 คืนก็พยายามเสพสัมผัสให้มากที่สุด

สำหรับโปรแกรมการเดินทางที่ออกมานั้นมีหลายที่หลายถิ่น บางแห่งเคยดื่มกินมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เป็นไรเพราะคราวนี้ไปอัพเดตน่านก็หวังว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี ขอให้ดีและดี ดีงามอย่างที่เคยเห็น เคยเป็น เคยรัก ถึงนาทีนี้ยังรักอยู่ ไม่เสื่อมคลาย





ขุนเขาและสายหมอก บันทึกภาพจากเครื่องบิน

7.30 น.นกเหล็กสายพันธุ์ไทยแอร์เอเชียทะยานขึ้นไปบนฟ้าบางกอก ทิ้งหมอกควันไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่ผืนฟ้าด้านทิศเหนือฝั่งตะวันออก  เวลาผ่านไป ม่านเมฆหนาผ่านมา ทิวทัศน์จากตึกเมืองหลวงเปลี่ยนเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน เขาหลายลูกโล้นเกรียน หลายลูกแน่นหนาด้วยป่าเขียว อีกหลายลูกกำลังมีต้นกล้างอกเงยซึ่งมันจะกลายเป็นผืนป่าในอนาคต ภาพแรกที่สัมผัสแผ่นดินถิ่นน่านนับว่าดี ดีในที่นี้คือภูเขาโล้นเลี่ยนเตียนโล่งเมื่อหลายปีก่อนเริ่มฟื้นตัว




อุโบสถวัดบ้านก๋ง

ปฏิมากรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระประธานภายในอุโบสถ

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องน้ำท่วมเมืองในอดีต


หลังได้กระเป๋าจากท้องนกเหล็ก รถตู้ที่นัดหมายกันไว้พาเรามุ่งหน้าสู่รอยต่ออำเภอท่าวังผา-อำเภอปัวอำเภอที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของท้องนา ผืนป่า ขุนเขา ส่วนจุดแรกที่เข้าไปคือวัดศรีมงคลหรือวัดบ้านก๋งวัดเล็กๆ ที่ใหญ่โตมโหฬาร





ทัศนียภาพสะพานไม้ไผ่ ท้องนาและขุนเขาหน้าวัดบ้านก๋ง

ที่บอกว่าเล็กเพราะวัดบ้านก๋งมีพื้นที่น้อยมาก ส่วนที่ใหญ่โตมโหฬารคือตัววัดหลอมรวมกับสภาพแวดล้อม บ้านวัดก๋งมีจุดเด่นทางสถาปัตยกรรมอยู่สองจุดใหญ่ๆ คืออุโบสถและพิพิธภัณฑ์ส่วนสภาพแวดล้อมนั้นงดงามด้วยท้องนากว้างไกลทอดยาวไปถึงขุนเขาสูงใหญ่ซึ่งมีชื่อเสียงเรียงนามว่า“ดอยภูคา”

อุโบสถด้านนอกคล้ายวัดทางเหนือที่เคยพบทั่วๆ ไป คือมีงานปูนปั้นวิจิตรตระการตา เป็นงานพุทธศิลป์ที่สวยงามจับใจ ส่วนด้านในที่โดดเด่นจริงๆ คือจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดงานเขียนแบบสามมิติ เหมือนจริงมากกว่าจิตกรรมไทยดั้งเดิมที่เขียนกันในแบบสองมิติเสียเป็นส่วนใหญ่

ทัศนียภาพภายในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์วัดบ้านก๋งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจตั้งแต่ตัวสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นเรือนไทยสองชั้นยกพื้นสูง สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ภายในจัดแสดงของเก่าเก็บทั้งเครื่องสังฆภัณฑ์ของสงฆ์และของใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน มีมากมายหลายชิ้นทรงคุณค่ามาก (อ่านรายละเอียดพิพิธฯ ได้ใน khobjaithailand เคยเขียนเฉพาะพิพิธภัณฑ์มาแล้ว)

สำหรับสภาพแวดล้อมโดยรวมแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือฝั่งหลังวัด(ทางเข้าวัด) เป็นชุมชน อีกส่วนหนึ่งคือหน้าวัดเป็นท้องนากว้างไกลสุดสายตา มีสายหมอกล่องลอยเคลียคลอขุนเขา นับเป็นทัศนียภาพงามชวนมอง โดยเฉพาะช่วงที่เราไปเยือนไม่มีแดดนอกจากเมฆหมอกและความครึ้มเขียว ส่วนที่เพิ่มเติมมาจากเดิมคือสะพานไม้ไผ่ทอดยาวพาดผ่านคันนาเข้าไปหาร้านกาแฟ ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายพื้นที่ของไทย ใครบางคนบอกว่ามีเยอะน่าเบื่อ แต่ผมว่าทำไปเถอะถ้ามันไม่ทำลายทัศนียภาพและทำร้ายใคร ที่นี่ก็ดูกลมกลืนดี ไม่มีอะไรให้ขุ่นเคือง

ท้องนาบริเวณรอยต่อ อ.ท่าวังผา กับ อ.ปัว

ป้าเพ็ญเจ้าตำหรับข้าวหลามเมืองปัว




ข้าวหลามป้าเพ็ญ


จากวัดบ้านก๋ง อ.ท่าวังผา ยานพาหนะแล่นผ่านคันนาเขียวชรอุ่มข้ามเขตมาที่อำเภอปัว เพื่อเข้าไปแวะเยี่ยมเยือนป้าเพ็ญผู้ผลิตข้าวหลามจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ขณะรถแล่นไปบนถนนลาดยางสายแคบผมคิดถึงภาพอดีต คือเห็นภาพตัวเองขี่มอเตอร์ไซค์ถ่ายภาพพื้นที่แถวนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นข้าวท้องแก่ ท้องนาสีทองมีนกจำนวนมากมากินข้าวติดรวง ท้องทุ่งยามเย็นงดงามราวภาพฝัน ส่วนวันนี้ท้องนาเขียวสดสบายตา เห็นแล้วชื่นใจ ชื่นอารมณ์ 

ที่บ้านป้าเพ็ญ พวกเราได้ชิมข้าวหลามหลายรส เช่น ถั่วดำ เผือก หน่อไม้ ฯลฯ ใครชอบแบบไหนก็กินแบบนั้น (เยอะหน่อย) บางคนกินเพลินจนลืมไปว่าเดี๋ยวต้องไปกินข้าวเที่ยงที่ GO HIGH ‘O ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล งานนี้ต้องขอบคุณป้าเพ็ญที่ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มอาบอุ่น “เป็นการกินข้าวหลามที่สนุกสนานเฮฮาที่สุดครั้งหนึ่งครับป้า” 


โครงสร้างร้าน GO HIGH 'O




ทัศนียภาพท้องนาและขุนเขามองจากร้าน GO HIGH 'O




ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย  ร้าน GO HIGH 'O

มื้อเที่ยงรถตู้จอดที่ลานจอดรถของร้านเครื่องเงินชื่อดังในนาม “ดอยซิลเวอร์” แต่ยังก่อน ยังไม่บุกเข้าไป ตอนนี้หลายคนที่ชิมข้าวหลามแต่เพียงน้อยเริ่มหิว จึงเดินผ่านเข้าไปด้านหลังซึ่งเป็นผืนนากว้าง บริเวณริมคันนามีร้านอาหารเรียบง่ายปรากฎอยู่ ร้าน GO HIGH ‘Oออกแบบให้มี 2 ชั้น ชั้นล่างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผนังกรุกระจกใส อีกส่วนหนึ่งไม่มีผนังเป็นเทอเรสแบบเปิดโล่งสามด้าน สำหรับชั้นบนเปิดโล่งทุกด้านเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทัศนียภาพรอบด้านอย่างชัดเจน








ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินดอยซิลเวอร์

เมื่อท้องอิ่มจึงเดินพุงย้วยออกมาที่ร้านเครื่องเงิน ต้องบอกกันตรงนี้ก่อนว่าเมืองน่านเป็นหนึ่งในเมืองไทยที่นิยมใช้เครื่องเงินมาแต่โบร่ำโบราณ งานเครื่องเงินในเมืองน่านย่อมเป็นงานดีมีเอกลักษณ์ ที่นี่ก็เหมือนกัน คือชิ้นงานเริ่มตั้งแต่เรียบง่ายไปถึงงานประณีตวิจิตรบรรจง คงความเป็นงานน่านอันเลื่องชื่อ ผลิตเครื่องเงินยาวนานมาถึง 4 รุ่น คนที่นิยมชมชอบเครื่องเงินมีข้อแนะนำนิดนึงว่าควรเผื่อเวลาเยอะหน่อยเพราะแค่เดินดูก็เพลินเหลือเกิน เพลินแบบลืมไปเลยว่าต้องไปต่อที่อื่นอีก

ขุนเขาระหว่างทางไปดอยสะกาด

โฮมสเตย์ดอยสะกาด
 

บนถนนสายเดิม เรามุ่งหน้าไปตามทางคดโค้งสูงชันกระทั่งไปถึงหมู่บ้านบนขุนเขา หมู่บ้านที่ภาคภูมิใจว่าใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ ที่นี่คือ “ดอยสะกาด”

เราทิ้งรถไว้ด้านล่าง ก้าวเท้าไปบนบันไดเย็นชื้นแคบเล็ก เดินขึ้นไปพบเจ้าบ้านคืออดีตครูหนุ่ม เขาเป็นผู้ที่กลับมาทำให้บ้านหลังนี้เป็นโฮมสเตย์ กลับมาทำให้ “ต้นเมี่ยง”หรือ “ชาป่า”มีคุณค่ามากขึ้น กลับมาทำให้หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวในรูปแบบสัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติ ที่สำคัญเขาและชาวบ้านทำให้เกิดมัคคุเทศก์น้อยประจำหมู่บ้านขึ้นมาหลายคน

วิวดอย มองจากดอยสะกาด

 


ดื่มชากาแฟ ณ ดอยสะกาด กิจกรรมธรรมดาที่สร้างความประทับใจได้โดยง่าย

ฉ่ำฝน

ห้องพักโฮมสเตย์ดอยสะกาด

วิวหน้าห้องพักดอยสะกาด


ขณะคุยกัน ฝนโปรยปรายลงมา สายลมแรงช่วยผสมโรง เหมือนสะกดให้เราอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้อย่าเพิ่งรีบไปไหน ไม่ยอมให้จากไปง่ายๆ หรือหมายจะให้เราค้างแรมก็ไม่รู้ แต่ “ไม่ได้หรอกครับ” (แอบบอกฟ้าดิน) เราจองที่พักในเมืองปัวไว้แล้ว พอฝนซาจึงจากลากันแต่เพียงเท่านี้


มองจากห้องนอนดอยสะกาดเห็นวิวนี้ครับ

7 ดอยสะกาด


ค่ำคืนแรกหลับไปกับสายฝน ใครบางคนกรนจนรุ่งสาง นอนกันเต็มอิ่มและตื่นมาพบความชื้นในฤดูฝน เป็นการตื่นที่ชื่นใจมาก เข้าใจว่าคงเพราะได้สัมผัสภาพท้องนา ผืนป่า ขุนเขา รวมถึงอากาศเย็นสบายทำให้ร่างกายสดขนาดนี้

ตอนสองพบกันใหม่ ตอนแรกสำหรับวันแรกเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวจะยืดยาวเกินไป นี่ก็เยอะแล้ว









 

    
 
 

Facebook Leave a Comment