ภูสอยดาว (ตอนจบ) มิตรภาพและอุ่นไอในสายหมอก (ขอบใจภูสอยดาว ขอบใจไทยแลนด์)

พายุทราย พรายทะเล / 11/08/2019 11:34:48






เดินผ่านลานสนในม่านหมอกเพื่อไปยังจุดกางเต็นท์


ดอกหงอนนาคแอบทักทายชายแปลกหน้า ดอกแรกที่พบกัน

หมอกม่านขุ่นขาว
หมอกหนาวห่มป่า
หมอกงามคลุมฟ้า
หมอกหนาคลุมใจ


ภูสอยดาว (ตอนจบ)
มิตรภาพและอุ่นไอในสายหมอก


ากยอดลานภู ก้าวเท้าผ่านป่าสนที่ถูกโอบด้วยม่านหมอกกระทั่งมาถึงลานกางเต็นท์ บริเวณนี้มีหน่วยย่อยของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีห้องน้ำแยกชายหญิง มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังกางเต็นท์ อีกจำนวนหนึ่งกำลังหุงหาอาหาร ส่วนพวกเรานั่งรอลูกหาบซึ่งสืบทราบมาว่า 3 พ่อลูกที่รับผิดชอบภาระบนหลังอันหนักอึ้งกำลังขึ้นมา เราได้แต่รอ รอ และรอ ขณะรอสายหมอกหนายังทำหน้าที่ได้ดีดุจเดิมเพิ่มเติมคือความเย็นอันเป็นนิรันดร์คืบคลานเข้ามาเงียบๆ

“โย”ลูกหาบผู้เชี่ยวชาญชีวิตบนภูวางของจากหลังเปลือยเปล่าสีเข้ม วางลงด้วยความเหนื่อยล้า เขาแบกของมา 6.5 กิโลเมตรกับน้ำหนัก 60 กิโลกรัม “แข็งแรงฉิบ...สุดตรีนจริงๆ” ใครบางคนอุทาน เป็นอันว่าของทั้งหมดมาถึงทันเวลา ถึงก่อนทิวาลาไป


สาวๆ ช่วยกันกางเต็นท์




บรรยากาศสนธยาทางฝั่งตะวันตก (วันแรก)

ห้องอาหารสุดหรู


ก่อนราตรีมาเยือนเพื่อนๆ ช่วยกันกางเต็นท์ ทั้งเต็นท์นอนและเต็นท์ส่วนกลางที่ทำไว้เป็นโรงอาหาร โรงบัญชาการ ห้องประชุม และเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากให้เป็น ผมเรียกมันว่า “ห้องอิสรภาพ” แบบใครใคร่นั่งๆ ใครใคร่นอนๆ (อย่าเอาเท้าขึ้นมาเกยไหล่ก็พอ) จากนั้นเหล่าแม่ครัวก็ลงมือจัดการอาหาร ส่วนผมแบกกล้องไปที่ริมผาฝั่งตะวันตกเพื่อบันทึกภาพแสงยามสนธยา ระหว่างทางมีคนหวังดีบอกว่า “จะถ่ายอะไรหมอกหนาขนาดนี้มองไม่เห็นพระอาทิตย์หรอก” ผมยิ้ม กล่าวขอบคุณแล้วเดินไปหยุดที่ริมผา ณ ที่ตรงนั้นในวันนี้ไม่มีดวงตะวันไม่เป็นไร แต่คนที่เคยเดินทางผ่านมาย่อมรู้ดีว่าแสงสีน้ำเงินสนธยากับป่าสนงามเพียงไร สำหรับผมมันงดงามมากพอทำให้รักและคิดถึงได้ไม่ยาก


ทะเลดารา ทางช้างเผือก

ม่านหมอกหยอกเช้าใหม่



ยอดภูสอยดาวฝั่งตะวันออก เขตแดนไทย-ลาว

หลักเขตประเทศไทย - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เดินเท้าผ่านป่าสนไปทางทิศเหนือ

  
ค่ำนั้นเปลวใจคล้ายเปลวไฟ สะบัดไกวไปตามลม สุขสมไปตามประสาคนรักษ์ป่า หลงใหลดอย พวกเรากินมื้อค่ำกันอย่างเอร็ดอร่อย สนทนากันด้วยความสุข เมื่อเวลาผ่านไป หลายเต็นท์เงียบเสียง ดับฟืนไฟ พักกายใจหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ส่วนเรา (ครึ่งหนึ่ง) รอดวงดาวบนฟากฟ้าซึ่งไม่น่าเห็นเพราะหมอกหนาเหลือเกิน...แต่ก็รอ สุดท้ายหมอกหนาคลายจาง ทะเลดาวพราวแสง ทางช้างเผือกพาดผ่านขุนเขา งดงามราวภาพในจินตนาการ คล้ายภาพเขียนจากจิตรกรเอกมากกว่าภาพที่เกิดขึ้นจริง “โชคดี” บอกตัวเองว่าโชคดี ไม่มีช้างเผือกตัวไหนอยู่ใกล้และใหญ่เท่าตัวนี้อีกแล้ว หลังจากนั้นจึงแยกย้ายเข้าเต็นท์ หลับใหลไปกับไอเย็น เป็นไอเย็นที่แสนอบอุ่น ที่สำคัญหลับไปกับแสงระยิบระยับ หลับไปกับทะเลดาว หลับยาวถึงเช้าจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตาสายหมอกอีกครั้งหนึ่ง


ดอกหงอนนาค

ดอกกระดุมเงิน




หลุมบังเกอร์ทหาร ไทยในอดีต


เช้าวันใหม่พื้นหญ้าเปียกชื้น เต็นท์ฉ่ำน้ำ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าเย็นเฉียบ นักเดินทางเริ่มขยับกาย หลายคนเดินหายไปกับสายลมยะเยือก ส่วนเราหุงหาอาหารกันตั้งแต่เช้า กาแฟอุ่นกลุ่นกลิ่น หอมละมุนกว่าสตาร์บัค รักกว่าอะเมซอน 

หลังอาหารเช้า พวกเราออกเดินไปทางทิศตะวันออก ก้าวเท้าไม่ทันไรหมอกกลุ่มใหญ่สลายไปตรงหน้า เปลี่ยนเป็นแดดบางๆ ฉาบฉายขุนเขา ยามนี้มองเห็นยอดภูสอยดาวยืนเด่น มีผืนป่าสนเป็นองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยม ส่วนแท่งหมุดหมายไทยลาวบนลานหินดินทรายแสดงให้รู้ว่าเรายืนอยู่บนเขตแดนระหว่างสองประเทศ ผมแหงนมองกำแพงขุนเขาเฝ้าบอกตัวเองว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสเดินขึ้นไปบนนั้น บนยอดสูงสุดของภูสอยดาว สามครั้งแล้วนะที่ไม่ได้ขึ้นไป เหตุเพราะช่วงฝนเขาห้ามขึ้น ต้องมาช่วงปลายหนาวราวเดือนธันวาคมถึงจะเปิด ไม่ได้ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องได้อะไรทั้งหมด วันหน้ายังมี หากหัวใจร้องเรียกจริงคงทิ้งความคิดเดิมไม่ได้ นั่นหมายถึงอาจมีครั้งที่สี่ในเร็ววันนี้

ยามเช้า สิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำมากที่สุดคือเดินเท้าในเส้นทางที่เราเดิน เป็นเส้นทางแบบวงกลม เริ่มจากลานกางเต็นท์ไปทางทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศตะวันตก แล้ววกกับมาที่เต็นท์ มีระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร ทางเดินเรียบง่ายผ่านป่าสนและทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าที่ซุกซ่อนดอกไม้งามเอาไว้หลายชนิด เช่น ดอกหงอนนาค ดอกกระดุมเงิน และดอกอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จัก


ตรงจุดนี้เป็นป่าสนกับทุ่งโล่งทางทิศเหนือ (ห้ามเข้า)



ป่าอุดมในเขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย

สายหมอกปกคลุมยอดภูสวนทราย

หน้าผาป่าสนทางทิศตะวันตก



ลานกางเต็นท์แสนสวนบนลานสน


หลังจากก้มๆ เงยๆ อยู่กับทุ่งหญ้าป่าสนจนครบรอบ 2.5 กิโลเมตรก็กลับมาพักที่เต็นท์ กลับมาพักผ่อน ผองเพื่อนแยกย้ายไปถ่ายภาพบ้าง ทำกับข้าวบ้าง หลับบ้าง แล้วแต่พึงพอใจ พอบ่ายแก่ๆ ตกลงกันว่าควรไปอาบน้ำกันที่น้ำตกสายทิพย์ มาถึงลานสนทั้งทีไม่มีภาพน้ำตกสายทิพย์กลับมาอวดไม่ได้ครับ



มอสตะไคร่บริเวณน้ำตกสายทิพย์

น้ำตกสายทิพย์ ชั้นบน


น้ำตกสายทิพย์อยู่ไม่ไกลจากลานกางเต็นท์ ประมาณ 300 เมตร จึงมีคนไปเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก น้ำตกสายทิพย์มีหลายชั้นทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ บางข้อมูลแจ้งว่ามี 7 ชั้น บางคนบอก 9 ชั้น ส่วนผมนับรวมชั้นเล็กชั้นใหญ่แบบรวบเป็นมวลเดียวได้ 2 ชั้น (หมายถึงที่ลงไปเล่นได้ สัมผัสได้ ไม่เสี่ยง) ตอนเดินไปคิดวางแผนว่าจะบันทึกภาพให้ละเอียดทั้ง 2 ชั้น แต่พอไปถึงทำได้แค่ชั้นแรกชั้นเดียว เนื่องจากชั้นล่างมีคนเยอะมาก การไปตั้งขาตั้งกล้องถ่ายภาพน้ำตกขณะที่เขาอาบน้ำกันมันไม่งาม เสียมารยาท ก็เลยถ่ายเท่าที่ถ่ายได้ เอาแบบไม่รบกวนชาวบ้านชาวเมือง หลังจากนั้นวางกล้องลงมาอาบกับเขาบ้าง ขอบอกตามตรงว่าน้ำตกสายทิพย์เย็นเกินกว่าชายชราอย่างผมจะทนทาน ดำผุดดำว่ายได้ไม่ถึง 5 นาทีต้องรีบโบกมือลา แต่ว่าสิ่งที่ดีคือน้ำเย็นช่วยให้สุขกายสบายอารมณ์ หายใจคล่อง และร่างกายอุ่นขึ้น

ปลายทางของวัน นักท่องเที่ยวประมาณ 90% พากันเดินไปที่ริมผาไปรอคอยดาราดวงเด่นที่ชื่อ "ตะวัน" สาดแสงฉาบป่าสน ไปดูตะวันค่อยๆ ลาลับไปกับขุนเขา แม้ไม่เห็นเป็นดวงโตอย่างที่หวังแต่แสงสุดท้ายก็แสดงพลังที่งดงามให้เราบันทึกภาพกันจนเต็มอิ่ม







ดอกหงอนนาคกระจายอยู่ทั่วไป



พอตะวันลับ อากาศกลับมาเย็นลงอย่างรวดเร็ว หมอกหนาที่หายไปเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมภูสอยดาวอีกครั้ง ถึงตอนนี้ต่างแยกย้ายกระจายไปตามเต็นท์ของตน คนที่พลาดหวังจากทางช้างเผือกในคืนที่แล้วบ่นแผ่วว่า “คืนนี้คงไม่เห็น ไม่น่านอนเร็วเลย” การเดินทางเที่ยวชมธรรมชาติก็เป็นเช่นนี้ คือบางคนเห็น บางคนไม่เห็น บางคนได้ภาพอย่างหนึ่ง อีกคนได้อีกอย่างหนึ่ง สำหรับพวกเราชาวสมบุกสมบันทัวร์ และ khobjaithailand ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ตราบที่มีลมหายใจ มีเรี่ยวแรง และยังเดินทางไหวเชื่อว่ามีโอกาสได้เห็นธรรมชาติพิสุทธิ์อีกเยอะ ทริปนี้ได้เสพเพียงนี้ก็ดีเกินพอ ดีมากจริงๆ




ผืนป่าในช่วงที่มีแดดบางๆ ออกมาทักทาย





แสงสุดท้ายในเย็นสุดท้าย






สงบงาม


รุ่งเช้า กินข้าว เก็บของ เก็บเต็นท์ เก็บขยะ (ทรงจำไม่ต้องเก็บเพราะมันฝังอยู่ในเลือด) ส่วนหนึ่งส่งสัมภาระให้ลูกหาบ ส่วนหนึ่งแบกเอง ร่ำลาภูสอยดาวแต่เพียงเท่านี้ สรุปว่าการเดินทางมาสัมผัสภูสอยดาวคราวนี้เป็นครั้งที่ยอดเยี่ยม ได้พบทางช้างเผือก ได้เสพป่าฝัน ได้บันทึกแสงตะวัน ได้หลับฝันกับความหนาวเย็น ที่สำคัญไม่เจอฝนเลยสักเม็ดทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงหน้าฝน โชคดีสุดๆ ครับ ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคนที่ช่วยดูแลกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน ขอบคุณจากใจครับ

รักนะภูสอยดาว จุ๊บๆ

คงต้องมีครั้งหน้าเพราะว่าจุดหมายปลายทางคือยอดภูสอยดาว (วันนี้ได้แต่เฝ้ามอง)



นี่คือโฉมหน้าทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง (สมบุกสมบันทัวร์)

 

หมายเหตุ
- วันที่ไป (ปลายเดือนกรกฏาคม) ดอกหงอนนาคเบ่งบานยังไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่ยังตูมอยู่ ในเดือนสิงหาคมนี้เป็นช่วงที่หงอนนาคบานเต็มๆ ครับ 
- บริเวณธารน้ำ (น้ำตกสายทิพย์) มีความชุ่มชื้นมาก การเล่นน้ำควรระวังลื่น อย่าประมาท
- การเดินทางไกลไปเที่ยวป่าชมดาราหน้าฝนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการกระทบกระทั่งระหว่างเพื่อนร่วมทางจะดีที่สุด ใจเย็นให้สุด อย่าให้อะไรไปเบียดบังความสุขที่สุด ถ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นควรเลือกเพื่อนเดินทางตั้งแต่ก่อนมา ถ้าเลือกได้ขอให้เลือก อยู่ในป่าต้องเจอหน้ากันเกือบตลอดเวลา ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทุกคนต่างมีความสำคัญ ทุกคนควรมีสัมพันธ์ที่ดี ยกตัวอย่างเช่น ขาลงจากภูผมพบน้องผู้ชายคนหนึ่งมีอาการเหมือนจะเป็นลม ผมหยิบยื่นน้ำให้ เขาดื่มไปหลายอึก ดื่มแบบกระหาย เพื่อนอีก 9 คนไปไหนไม่รู้ เดาว่าล่วงหน้าไปหมดแล้ว ที่สำคัญรองเท้ากัดแบบเดินแทบไม่ได้ บอกตรงๆ ไม่อยากเห็นคนเที่ยวภูครั้งแรกในสภาพนี้ คือท้อแท้ สิ้นหวัง ไร้ซึ่งความประทับใจ
- อย่าเห็นลูกหาบเป็นลูกจ้างหรือขี้ข้า เขาก็คนเราก็คน ไม่มีเขาเราก็ลำบาก พูดคุยกันดีๆ คนเหล่านี้ซื่อและน่ารัก รู้จักและผูกมิตรกันไว้ครับ
- ท่านที่ใช้ไม้ค้ำยันในการเดินป่าโดยเฉพาะช่วงลงเขา (ถ้าชอบใช้) แนะนำให้ใช้เพียงไม้เดียว คือมือหนึ่งค้ำอีกมือหนึ่งดึง ยึด เหนี่ยว คล่อง ปลอดภัย และก่อประโยชน์กว่าครับ

 ลูกหาบภูสอยดาวใช้วิธีการแบกสัมภาระไว้บนหลัง ไม่ได้หาบเหมือนภูกระดึง

สิ่งจำเป็นสำหรับการเดินขึ้นลงและเที่ยวภูคือน้ำ จะดีมากหากมีขวดประจำตัว จะได้ไม่เพิ่มขยะ คือใช้วิธีการเติมจากน้ำขวดใหญ่

 

Facebook Leave a Comment