ภูสอยดาว (ตอนแรก) พรรณพฤกษา ธาราใส (ขอบใจภูสอยดาว ขอบใจไทยแลนด์)

พายุทราย พรายทะเล / 11/08/2019 11:38:20


ธารน้ำสวยบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว



บทเริ่มต้น น้ำตกภูสอยดาว


ภูสอยดาว (ตอนแรก)
พรรณพฤกษา ธาราใส


ก่อนหน้านี้เคยมาภูสอยดาว 2 ครั้ง ครั้งแรกติดฝนไปไหนไม่ได้แต่ไม่ได้หมายถึงโชคร้ายเพราะการได้นั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ มองดูสายฝนปรนเปรอป่าเป็นภาพที่งดงามไม่น้อยไปกว่าฤดูใด เพียงแต่ไม่ได้ออกไปเดินเที่ยวชมอะไรก็เท่านั้นเอง ครั้งที่ 2 ขึ้นไปคืนเดียวไปเที่ยวกับ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ไม่ได้เดินไปไหนไกล ไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากนักนอกจากตะวันลาลับกับภาพผืนป่าอีกนิดหน่อยก็ต้องลงจากภูแล้ว ครั้งนี้มีเวลา 3 วันสองคืน จึงรู้สึกว่าน่าจะใช่กว่าสองครั้งที่ผ่านมา แอบภาวนาว่าถ้าฝนจะตกก็ตกเถอะ ไม่เป็นไร หน้าฝนๆ ตกเป็นเรื่องปกติ แต่ตกแล้วหยุดให้เราได้เก็บภาพบ้าง ให้เราได้สัมผัสผืนภูอย่างเต็มอิ่มบ้าง ไม่ได้ขออะไรไปมากกว่านี้เลย ส่วนยอดสูงสุดของภูสอยดาวนั้นขึ้นไปไม่ได้แน่เนื่องจากช่วงฤดูฝนมีหินถล่มลงมาทุกปี แล้วก็ถล่มลงมาตรงทางเดินด้วย เรื่องนี้เป็นที่รู้กันว่าทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ห้ามขึ้นโดยเด็ดขาด ถ้าอยากขึ้นต้องประมาณเดือนธันวาคมจะเหมาะที่สุดครับ








ทางเดินช่วงแรกผ่านธารน้ำตกทั้ง 5 ชั้น




มอส ตะไคร่เกาะก้อนหินและซุงขนาดใหญ่แสดงความชุ่มชื้นถึงขีดสุด

รุ่งสางสว่างไม่มากนัก คนรักป่าจำนวนหนึ่งเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง 10 ชีวิตที่ร่วมเดินทางบางคนเคยมา บางคนไม่เคย บางคนมาแล้วสองสามครั้ง บางคนรู้จักกันมาก่อน บางคนไม่เคยพบหน้ากันเลย ครั้งนี้เขาจะเดินป่าด้วยกันซึ่งหวังว่าป่าภูสอยดาวจะต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม และมอบโอบกอดอุ่นๆ ให้คนแปลกหน้า 

8.00 น.นำสัมภาระที่จำเป็นแต่ไม่มีปัญญาแบกไปชั่งน้ำหนักเพื่อส่งภาระให้ลูกหาบ (กิโลละ 35 บาท) จากนั้นแบกเป้ขึ้นบ่า แบกศรัทธาไว้ในใจ ก้าวเท้าเข้าไปในป่าลึก คนที่เคยมารู้ดีว่าหนทาง 6.5 กิโลเมตรต้องผ่านอะไรบ้าง ต้องเหนื่อยขนาดไหน และย่อมรู้ชัดว่าทางเดินเนินโหดทำให้เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็แปลกนะรู้ทั้งรู้ว่าทางชันทำให้เหนื่อยหนักก็ยังรักการปีนป่าย

แวะดื่มน้ำค้างข้างทางธาร

สะพานไม้ไผ่ใช้ข้ามลำธารบางสาย


ผักกูด เฟิร์นน้ำชนิดกินได้ เติบโตเฉพาะในพื้นที่ๆ น้ำสะอาดเท่านั้น

หลุดจากธารน้ำมาเจอป่ารก 



ครั้งนี้ผมในฐานะตัวแทนจาก khoblaithailand เดินค่อนมาทางท้ายแถว (บางคนบอกว่าแก่แล้ว เดินช้าเกิน ไม่เป็นไรไม่ถือสา) เดินไปถ่ายภาพไป ก่อนหน้านี้คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร หมายความว่ายังไม่ได้เรียบเรียงโครงเรื่องใดๆ ไว้ในสมอง ต่อเมื่อได้สัมผัสสายหมอกขุ่นขาวจึงคิดว่าน่าจะแบ่งความสำคัญในการเขียนออกเป็นสองตอน ตอนแรกพูดถึงสายธารและพันธุ์พืช พืชจากพื้นราบด้านล่างไปจนถึงลานสน ตอนที่สองพูดถึงสภาพแวดล้อมโดยรวมของลานสนซึ่งเป็นจุดตั้งแค้มป์ คิดได้ดังนั้นจึงเริ่มบันทึกภาพตั้งแต่น้ำตกชั้นแรกซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานฯ ที่สุดจนกระทั่งถึงยอดภู


ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัย ไม้เล็กพึ่งพาไม้ใหญ่ โอบกอดกันไว้ โตและตายไปด้วยกัน

ป่าไผ่ จุดที่บ่งชี้ว่ากำลังเข้าสู่ปากทาง "เนินส่งญาติ"

เฟิร์นก้านดำ


น้ำตาดาว

ไม้ล้มอย่าข้าม นั่นเป็นภาษิตไทยบทหนึ่ง บอกความหมายในการให้เกียรติกัน แต่ต้นนี้ไม่ข้ามไม่ได้ จำเป็นครับ


ด้วยเคยผ่านผืนป่าใหญ่แห่งนี้จึงพอรู้ว่าพื้นราบด้านล่างมีน้ำตกแสนสวยอยู่ 5 ชั้น ในแต่ละชั้นมีความงามแตกต่างกันไป บางชั้นเล็ก บางชั้นใหญ่ แต่เข้าถึงง่ายในทุกๆ ชั้น น้ำตกทั้ง 5 ชั้นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปคือภูสอยดาว สกาวเดือน เหมือนฝัน กรรณิการ์และสุภาภรณ์ส่วนพันธุ์ไม้ในป่ามีมากกว่ายี่ห้อเสื้อผ้ารวมกับสินค้าทั้งหมดในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพียงแต่เราจะเห็นหมดไหม?  รู้จักไม้งามเหล่านั้นหรือเปล่า? บันทึกภาพอะไร? และอะไรน่าบันทึก?


(บางมุม) ยามเหนื่อยล้าพฤกษาพอช่วยได้





เติบโต แตกใบ กิ่งใหม่  ใครเห็น 


ผีเสื้อเสือดาวเล็ก


ผีเสื้อหนอนใบรักขีดขาว

ขณะบันทึกภาพน้ำตกชั้นแรกไปถึงชั้นสองสายหมอกยามเช้าแน่นหนาขึ้นเป็นลำดับแม้จะมีแสงแดดผุดโผล่มาบ้างแต่เพียงช่วงสั้นๆ เริ่มรู้สึกกังวลกับสายฝนในหน้าฝน รู้สึกกังวลกับวัยที่สูงขึ้น กังวลเพราะถ้าฝนตกทางสูงชันจะลื่นมาก การเดินเท้าจะลำบากขึ้นอีกสิบเท่า เอาเป็นว่าตัดสินใจเดินเร็วขึ้น กดชัตเตอร์น้อยลง จากนั้นก้าวเดินผ่านป่าไผ่ไปตามรอยเท้าลูกหาบผู้ชำนาญการ พอพ้นป่าไผ่เราจะพบเนินสูงชันเหยียดยาวที่เรียกกันติดปากว่า “เนินส่งญาติ” ส่วนผมเรียกว่า “เนิน PR” หรือ “เนินต้อนรับ” เป็นการต้อนรับที่ดุเด็ดเผ็ดมัน สูงชันแบบคอตั้งบ่า เนินนี้ทำให้ใครหลายคนท้อแท้ตั้งแต่ 50 เมตรแรกแล้ว


เนินป่าก่อ "ก่อ" หรือ "โอ๊คไทย"

เนินเสือโคร่ง


ระหว่างเนินต่อเนินมีหลายช่วงมองเห็นสายหมอกปกคลุมขุนเขา ช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยได้มากเลย


คนเดินป่าบางคนถนัดใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น แต่คิดว่าไม่เหมาะกับป่าชื้นแห่งนี้ เป็นชุดที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะป้องกันร่างกายได้ไม่ดีพอ

หลังเดินผ่านเนินส่งญาติ ผ่านเนินปราบเซียน เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง สรุปว่าแต่ละเนินชันจริง เจ็บจริง เหนื่อยจริง แต่เชื่อมั้ยวันนี้เหนื่อยน้อยกว่าทุกครั้ง เหตุเพราะพอพ้นเนินส่งญาติขึ้นมาเราไม่พบแสงแดดอีกเลย รอบตัวมีแต่หมอกและหมอก แม้แต่ป่าดิบในหุบเขาและเทือกเขาด้านข้างยังมองไม่เห็นเลย ที่เห็นคือเนินมรณะทอดตัวเหยียดยาวสุดตา มองเห็นลูกหาบขยับอยู่บนทางเดินราวมดตัวเล็กๆ คนที่ไม่เคยมาถึงกับอุทานว่า OMG  OMG และ OMG ถึงตรงนี้แล้วถอยไม่ได้สิ่งท้าทายและงดงามซ่อนตัวอยู่ข้างหน้า อยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่ อยู่แค่เอื้อม และอยากบอกว่าเนินมรณะเดินไม่ยากอย่างที่คิด

 เล็กๆ แต่ชื่นใจ




น้ำค้างบนก้านกูดผา (กูดผาหรือกูดดอยกินไม่ได้นะครับ)




สีสันพันธุ์ไม้ป่าภูสอยดาว


ว่าแล้วก็เดิน เดิน เดิน เดินไต่ความสูงชันไปเรื่อยๆ แบบระแวดระวังเพราะทางแคบมาก (บอกตัวเองว่าไม่ต้องรีบ) เนินมรณะเดินยากแต่เพลิดเพลิน เพลินกับทัศนียภาพกว้างไกลในมุมเกือบ 360 องศา ส่วนช่วงสุดท้ายพบว่าก่อนถึงยอดเขามีสายลมเย็นพัดผ่านและพัดพาสายหมอกมากระทบกาย รู้สึกชื่นใจ อิ่มเอมใจ ลืมความเหนื่อยกันไปเลย หลังจากนั้นขึ้นมาอยู่บนลานราบบนยอดภูสอยดาวยอดเขาขุ่นขาวพราวไปด้วยหมอกหนา มีป่าสนเป็นเงางามอยู่ตรงนั้น นี่ถ้าไม่เรียกว่า “ป่าฝัน”ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร งามจับใจจริงๆ ครับ


มอสบนขอนไม้ เล็กๆ แต่น่ารักเหลือเกิน

ไม้สกุลข่า เป็นข่าขนาดเล็ก ให้ดอกช่วงหน้าฝน บ้างเรียก "ข่าลิง" วงศ์เดียวกันกับดอกเข้าพรรษา


คล้า

หญ้ากาบหอยตกดอกตลอดทาง

เฟิร์นตีนตุ๊กแก


"เอื้องหมายนา" เติบโตตั้งแต่พื้นราบด้านล่างกระทั่งภูสูง เป็นอีกหนึ่งพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ


การเดินทางในตอนแรกสิ้นสุดลงตรงนี้ ตรงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดคิดว่าจะได้เจอ งดงามเกินกว่าจะบรรยายเป็นตัวอักษร งดงามเกินกว่าจะเก็บงำไว้คนเดียว รู้สึกรักภาพตรงหน้ามากแล้วก็เกลียดมากด้วย เกลียดเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นชายใจง่าย เห็นงามแบบนี้ไม่ได้ เห็นแล้วรัก รักแล้วหลงใหล เมามายในรักนั้นแบบคนไร้สติ ถอนตัวไม่ขึ้นครับ

 เนินมรณะเหยียดยาวราว 1.5 กิโลเมตร 


ระหว่างทางไปเนินมรณะ





แวะถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ มันเนินมรณะตรงไหน เรียกใหม่ว่า "เนินสวรรค์" ได้มั้ย


สรุปว่าในตอนแรกผมพบพรรณไม้มากมายตั้งแต่พืชชั้นล่างพวกมอส ตะไคร่ ไลเคน เห็ด พืชคุมดินพวกกูดดอยหรือกูดผา ต้นคล้า พืชในวงข่า เช่น ข่าลิงหรือที่รู้จักกันดีในนาม “ดอกเข้าพรรษา” พืชอิงอาศัยพวกเฟิร์นกระปอกเล็ก กล้วยไม้ และไม้ยืนต้นมากมาย เช่น ต้นก่อหรือต้นโอ๊คไทย ความจริงมีมากกว่านี้แต่คนปัญญาไม่ค่อยดีอย่างผมไม่รู้จัก ส่วนผีเสื้อที่ผมรักพบบ้างสองสามตัว เช่น ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อตาล และอีกบางชนิดที่อยู่ในวงศ์ผีเสื้อบินเร็ว

นอกจากพันธุ์ไม้ดังกล่าวยังมีเรื่องราวน่ารักบางเรื่องซึ่งความจริงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ระหว่างทาง นั่นคือมิตรไมตรีจากคนแปลกหน้า การทักทายให้กำลังใจคือสิ่งนั้น แม้ดูเหมือนไม่สำคัญแต่มันสำคัญมาก มากในที่นี้คือมันชื่นใจ ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดสั้นๆ อย่าง “ไหวไหมคะ” “สู้สู้นะครับ” “อีกหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว” จะทำให้เราเบิกบานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนสูงวัยอย่างผมเหมือนได้ดื่มดมเกสรหอมหวานไม่ใยดีแรงเสียดทานอื่นๆ แล้วก็ฝืนขึ้นถึงภูสอยดาวด้วยรอยยิ้มเอิบอิ่มใจ ขอบคุณมิตรไร้นามช่วยแบกหามความอ่อนล้า ขอบคุณพรรณพฤกษาช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย ขอบคุณครับ 

สำหรับตอนหน้าจะเริ่มเล่าเรื่องราวจากจุดนี้และจบในจุดนี้ (ลานสน) เรามีเวลาอยู่ที่นี่ถึง 2 คืน อยากบอกว่าสิ่งที่พบเจอเป็นเซอร์ไพรส์ เป็นเรื่องน่าแปลกใจ รวมถึงเรื่องคาดไม่ถึงครับ

ช่วงสุดท้ายก่อนถึงลานสน

ลานสน มุ่งสู่ที่ตั้งแคมป์
 

หมายเหตุ
- เรื่องดอกไม้บนลานหินดินทรายบนภูสอยดาวมีข้อมูลจากหลายสำนักอาจรายงานคลาดเคลื่อน คือส่วนหนึ่งแจ้งว่าดอกไม้ฤดูเดียว เช่น ดอกกระดุมเงิน สร้อยสุวรรณา ออกดอกหน้าหนาว ต้องแจ้งกันใหม่ว่าถ้าไปเที่ยวช่วงหนาวคือช่วงเดือนพฤศจิกายนไปถึงต้นกุมภาพันธ์อาจสายเกิน หรือมีให้เห็นก็น้อยเต็มที ดอกไม้เหล่านี้ชอบน้ำ ช่วงปลายฝนเป็นช่วงที่พบเห็นดอกไม้พวกนี้มากที่สุด เอาง่ายๆ ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาดอกกระดุมเงินผุดโผล่ให้เห็นบ้างแล้ว รวมถึงดอกหญ้ากาบหอยก็มีด้วย เชื่อว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวน่าจะเหมาะที่สุดกับการดูดอกไม้ดังกล่าว  ส่วนช่วงนี้ที่เด่นสุดคือดอกหงอนนาคครับ
- บนลานสน (แค้มป์) ไม่มีอาหารขายต้องเตรียมขึ้นไปเอง การอาบน้ำต้องนำถังไปตักในลำธารแล้วหิ้วขึ้นมาอาบในห้องน้ำ ขยะที่นำขึ้นมาต้องนำกลับลงไปด้วยทั้งหมด
- อากาศบนลานสนหนาวเย็นทั้งปี หน้าฝนๆ ชุก การเตรียมเสื้อผ้าเครื่องนอนให้พร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุด
- อย่าเดินออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้เพราะจะทำให้พันธุ์ไม้เสียหาย ที่สำคัญอาจเกิดอันตรายได้
- รองเท้ามีความสำคัญเป็นพิเศษ ควรเป็นรองเท้าที่มีพื้นเป็นปุ่มหรือแบบสตั๊ด 100 ปุ่มจะดีที่สุด 
- ถ้าไม่เคยมาอย่าอวดเก่งอวดดีบนปฐพีที่ไม่เคยรู้จัก อยู่ในกฏ เชื่อฟังผู้รู้หรือเจ้าหน้าที่เข้าไว้จะปลอดภัย เช่น บริเวณน้ำตกมีความชุ่มชื้นลื่นมากต้องระวังที่สุดคือมีคนเสียฟอร์มและเจ็บตัวมาเยอะแล้ว บริเวณริมผาก็ต้องระวังให้มากเช่นกัน

ข้อสังเกต
-  การเที่ยวภูสอยดาวคราวนี้จำนวนนักท่องเที่ยวผู้หญิงมากกว่าผู้ชายราว 2-3 เท่า นักท่องเที่ยวผู้หญิงมีการเตรียมตัวมาดีมาก คือชุดเสื้อผ้ารัดกุม รองเท้าได้มาตรฐานการเดินป่า เครื่องนอนพร้อม อาหารพอดีพอเพียง และมีความรู้เกี่ยวกับภูสอยดาวมากพอสมควร หมายความว่าศึกษามาอย่างละเอียดทั้งๆ ที่มาเที่ยวภูสอยดาวครั้งแรก นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีนักเดินทางป่าพยายามหาความรู้เพื่อเข้าใจ ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างต่อคนที่สนใจเที่ยวป่าต่อไปในวันข้างหน้า เยี่ยมครับ

ขอบคุณ
- เพื่อนร่วมทางจากลำบากลำบนทัวร์ทุกท่าน


 

Facebook Leave a Comment