โลกโนราห์ มีเรื่องอัศจรรย์กว่าการร้องและร่ายรำ

พายุทราย พรายทะเล / 22/02/2017 10:05:30

ผมดูโนราครั้งแรกที่ จ.ยะลาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจากนั้นก็ห่างไป ได้ดูบ้างแต่ไม่เป็นเรื่องเป็นราวแบบชิมแล้วผ่าน ไม่ใคร่สนใจเพราะไม่ซึ้ง ไม่นิยม และไม่รู่เรื่อง มาปีนี้มีโอกาสสัมผัสโนราอย่างจริงจัง ได้เข้าไปบันทึกภาพงานไหว้ครูโนราที่ วัดแค จ.พัทลุง ครั้งนี้โนราทำผมอึ้ง ทึ่ง งง ประหลาดใจ โนราที่ได้สัมผัสมีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ในตัวตน เริ่มตั้งแต่บรรพบุรุษ การสืบทอดทางสายเลือด คาถา มนต์ดำ การร้อง ท่ารำ การแต่งกาย เยอะไปหมด เฉพาะเรื่องผู้สืบทอดก็สนุกและน่าสนใจมาก หลังกลับจากพัทลุง มานั่งนึกว่าจะเขียนเรื่องโนรายังไง แบบไหน เอาอะไรเป็นพระเอกเอาอะไรเป็นพระรอง ปรากฏว่าถ้าเขียนกันจริงๆ อาจเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มหนาได้เลย สุดท้ายสรุปว่าเขียนย่อๆ สั้นๆ สั้นเท่าที่สั้นได้ ซึ่งมันไม่ง่ายนัก เฉพาะทฤษฏีที่ปรากฏเยอะมาก ใครจะอ่านอะไรที่มันเยอะในเวบไซต์แต่ไม่เป็นไรได้เท่าไหนเอาเท่านั้น จึงพยายามแยกเป็นหัวข้อดังนี้ รากโนรา ผู้สืบทอด งานไหว้ครู เครื่องแต่งกาย และการแสดง


ไหว้ครู



รากโนรา
ละครชาตรี นับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่นๆ มีลักษณะเป็นละครเร่คล้ายของอินเดียที่เรียกว่า "ยาตรี" หรือ "ยาตรา” ซึ่งแปลว่า “เดินทางท่องเที่ยว” ละครยาตราคือละครพื้นเมืองของชาวเบงคลีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นละครเร่ นิยมเล่นเรื่อง "คีตโควินท์" เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ตัวละครมีเพียง ๓ ตัว คือ พระกฤษณะ นางราธะ และนางโคปี ละครยาตราเกิดขึ้นในอินเดียนานแล้ว ส่วนละครรำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นในสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา จึงอาจเป็นได้ที่ละครไทยได้แบบอย่างจากละครอินเดีย เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมของอินเดียแพร่หลายมายังประเทศต่างๆ ในแหลมอินโดจีน เช่น พม่า มาเลเซีย เขมร และไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันอยู่มาก




เครื่องบูชาเซ่นไหว้ ครูบาอาจารย์

ในสมัยโบราณละครชาตรีเป็นที่นิยมแพร่หลายทางภาคใต้ของไทย เรื่องที่แสดงนิยมเรื่องพระสุธนนางมโนห์รา จึงเรียกการแสดงประเภทนี้ว่า "โนห์ราชาตรี" สันนิษฐานว่าละครชาตรีได้แพร่หลายเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ ๓ ครั้ง คือ
1.เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกทัพไปปราบเจ้านครศรีธรรมราช และพาขึ้นมากรุงธนบุรีพร้อมด้วยพวกละคร ในปี พ.ศ. ๒๓๑๒
2.ในวาระฉลองพระแก้วมรกต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ละครของนครศรีธรรมราชขึ้นมาแสดงประชันกับละครหลวง ในปี พ.ศ. ๒๓๒๓
3.สมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สมัยที่ยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ได้ลงไปปราบและระงับเหตุการณ์ร้ายทางหัวเมืองภาคใต้ พวกชาวใต้จึงอพยพติดตามขึ้นมาด้วย รวมทั้งพวกที่มีความสามารถในการแสดงละครชาตรี ในปี พ.ศ. ๒๓๗๕

นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าต้นกำเนิดละครชาตรีมาจากกรุงศรีอยุธยาก่อน คือเดิมนั้นพระเทพสิงขร บุตรของนางศรีคงคา ได้หัดละครที่กรุงศรีอยุธยา ขุนสัทธาเป็นตัวละครของพระเทพสิงขร ได้นำแบบแผนละครลงไปหัดในเมืองนครศรีธรรมราช จึงได้เล่นละครสืบต่อกันมา โดยมากในเวลานี้เราเข้าใจว่า "โนห์รา" เป็นแบบแผนการละครของชาวปักษ์ใต้ แต่ความจริงโนห์ราเป็นแบบแผนของกรุงศรีอยุธยาแท้ๆ เป็นแต่เสียงร้องเพี้ยนไปอย่างเสียงคนปักษ์ใต้เท่านั้น ในสมัยต่อมา การละครของกรุงศรีอยุธยาได้ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทางปักษ์ใต้คงแสดงตามแบบเดิมอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ดังนั้นถ้าใคร่จะดูละครเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาในสมัยต้นๆ อย่างแท้จริงก็ ต้องดูโนห์รา


ไหว้โพธิ

ผู้สืบทอด
ผู้สืบทอดในที่นี้หมายถึงคนที่รำ-ร้อง เล่นโนราด้วยสายเลือด ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นโนราชั้นครูต่อไปในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ยกตัวอย่างเช่น โนราหนุ่มวัย 29 ปี คุณเกรียงเดช ขำณรงค์ (เบิ้ล) เบิ้ลเป็นคนในตระกูลโนรา เห็นและสัมผัสมาตั้งแต่คนรุ่นปู่ คือโนราแปลก กระทั่งมาถึงรุ่นพ่อ รุ่นอา เบิ้ลติดตามพ่อไปโรงโนราตั้งแต่จำความได้ รำได้ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็ร้องได้ (ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายนักหากไม่สั่งสมมากพอหรือเลือดไม่เข้มพอ)


ไหว้โพธิ หนึ่งในพิธีกรรมในวันไหว้ครู




บางคนองค์ลง มีฤทธิเดชปีนขึ้นไปบนโรงครูโนรา เดือดร้อนนองไล่ลงมาเพราะโรงครูเป็นโรงเครื่องผูก ไม่ได้ใช้ตะปูยึด ถ้าปีนขึ้นไปหลายๆ องค์อาจพังลงมาได้

วันหนึ่งเบิ้ลไปเล่าเรียนในกรุงเทพฯ เรียนจบชั้นปริญญาตรีสาขาวิศวกรโยธา จากสถาบันเทคโนโลยี บางมด พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นวิศวกรตามที่เล่าเรียนมา ทว่าเขาเกิดปัญหาขาเจ็บเดินเกือบไม่ได้ ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ถึง 2 แห่ง เข้ารักษาด้วยการผ่าตัดถึง 3 ครั้ง แรกทีเดียวหมอลงความเห็นว่าเป็นเนื้องอกในกระดูก ทว่าภายหลังกลับไม่ใช่ พอกลับมาบ้านมีผู้ใหญ่บอกว่าอาจเป็นเรื่องของการต้องรับวิญญาณโนรา ต้องกลับมาเป็นโนรา ไม่น่าเชื่อเมื่อเขากลับมาเล่นโนราขาก็หายดี ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งๆ ที่เหล็กยังฝังกระดูกอยู่เลย นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าอัศจรรย์นัก วิศวกรหนุ่มไฟแรงต้องกลับมาเล่นโนราเพราะเขาถูกเลือก ถูกเลือกจากวิญญาณบรรพบุรุษ กรณีนี้ทำให้ผมไม่รู้สึกแปลกใจที่เขารำโนราได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กโดยไม่ได้เรียนหรือหัดเลย


ไหว้ครูสะเดาะเคราะห์



หนึ่งในพิธีกรรมเหยียบเสน

เครื่องแต่งกาย
เทริด เป็นเครื่องประดับศรีษะของตัวนายโรงหรือโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง (โบราณไม่นิยมให้นางรำใช้)ทำเป็นรูปมงกุฏอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ๒.เครื่องรูปปัด เครื่องรูปปัดจะร้อยด้วยลูกปัดสีเป็นลายมีดอกดวง ใช้สำหรับสวมลำตัวท่อนบนแทนเสื้อ ประกอบด้วยชิ้นสำคัญ ๕ ชิ้น คือ
บ่า สำหรับสวมทับบนบ่าซ้าย-ขวา รวม ๒ ชิ้น
ปิ้งคอ สำหรับสวมห้อยคอหน้า-หลังคล้ายกรองคอหน้า-หลัง รวม ๒ ชิ้น
พานอก ร้อยลูกปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้พันรอบตัวตรงระดับอก บางถิ่นเรียกว่า"พานโครง"บางถิ่นเรียกว่า"รอบอก"
เครื่องลูกปัดดังกล่าวนี้ใช้เหมือนกันทั้งตัวยืนเครื่องและตัวนาง(รำ) แต่มีช่วงหนึ่งที่คณะชาตรีในมณฑนครศรีธรรมราชใช้อินทรธนู ซับทรวง (ทับทรวง) ปีกเหน่ง แทนเครื่องลูกปัดสำหรับตัวยืนเครื่องปีกนกแอ่น หรือ ปีกเหน่ง มักทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายนกนางแอ่นกำลังกางปีก ใช้สำหรับโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง สวมติดกับสังวาลอยู่ที่ระดับเหนือสะเอวด้านซ้ายและขวา คล้ายตาบทิศของละคร
ซับทรวง หรือ ทับทรวง หรือ ตาบ สำหรับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก นิยมทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายขนมเปียกปูนสลักเป็นลวดลาย และอาจฝังเพชรพลอยเป็นดอกดวงหรืออาจร้อยด้วยลูกปัด นิยมใช้เฉพาะตัวโนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง ตัวนางไม่ใช้ซับทรวง
ปีก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หาง หรือ หางหงส์ นิยมทำด้วยเขาควายหรือโลหะเป็นรูปคล้ายปีกนก ๑ คู่ ซ้าย-ขวาประกอบกัน ปลายปีกเชิดงอนขึ้นและผูกรวมกันไว้มีพู่ทำด้วยด้ายสีติดไว้เหนือปลายปีก ใช้ลูกปัดร้อยห้อยเป็นดอกดวงรายตลอดทั้งข้างซ้ายและขวาให้ดูคล้ายขนของนก ใช้สำหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับสะเอว ปล่อยปลายปีกยื่นไปด้านหลังคล้ายหางกินรี
ผ้านุ่ง เป็นผ้ายาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า นุ่งทับชายแล้วรั้งไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อยปลายชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบน เรียกปลายชายที่พับแล้วห้อยลงนี้ว่า "หางหงส์"(แต่ชาวบ้านส่วนมากเรียกว่า หางหงส์) การนุ่งผ้าของโนราจะรั้งสูงและรัดรูปแน่นกว่านุ่งโจมกระเบน
หน้าเพลา หรือ เหน็บเพลา หรือ หนับเพลา คือสนับเพลาสำหรับสวมแล้วนุ่งผ้าทับ ปลายขาใช้ลูกปัดร้อยทับหรือร้อยทาบ ทำเป็นลวดลายดอกดวง เช่น ลายกรวยเชิง รักร้อย
ผ้าห้อย คือผ้าสีต่างๆ ที่คาดห้อยคล้ายชายแครงแต่อาจมีมากกว่า โดยปกติจะใช้ผ้าที่โปร่งผ้าบางสีสด แต่ละผืนจะเหน็บห้อยลงทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของหน้าผ้า
หน้าผ้า ลักษณะเดียวกับชายไหว ถ้าเป็นของโนราใหญ่หรือนายโรงมักทำด้วยผ้าแล้วร้อยลูกปัดทาบเป็นลวดลาย ที่ทำเป็นผ้า ๓ แถบคล้ายชายไหวล้อมด้วยชายแครงก็มี ถ้าเป็นของนางรำ อาจใช้ผ้าพื้นสีต่างๆ สำหรับคาดห้อยเช่นเดียวกับชายไหว
กำไลต้นแขนและปลายแขน กำไลสวมต้นแขน เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดูทะมัดทะแมงและเพิ่มให้สง่างามยิ่งขึ้น กำไลของโนรามักทำด้วยทองเหลือง ทำเป็นวงแหวน ใช้สวมมือและเท้าข้างละหลายๆ วง เช่น แขนแต่ละข้างอาจสวม ๕-๑๐ วงซ้อนกัน เพื่อเวลาปรับเปลี่ยนท่าจะได้มีเสียงดังเป็นจังหวะเร้าใจยิ่งขึ้น
เล็บ เป็นเครื่องสวมนิ้วมือให้โค้งงามคล้ายเล็บกินนรหรือกินรี ทำด้วยทองเหลืองหรือเงิน อาจต่อปลายด้วยหวายที่มีลูกปัดร้อยสอดสีไว้พองาม นิยมสวมมือละ ๔ นิ้ว (ยกเว้นหัวแม่มือ)
(เครื่องแต่งกายโนราตามรายการที่กล่าวถึงรวมเรียกว่า "เครื่องใหญ่" เป็นเครื่องแต่งกายของตัวยืนเครื่องหรือโนราใหญ่ ส่วนเครื่องแต่งกายของตัวนางหรือนางรำเรียกว่า "เครื่องนาง" จะตัดเครื่องแต่งกายออก ๔ อย่าง คือ เทริด ใช้ผ้าแถบสีสดหรือผ้าเช็ดหน้าคาดรัดแทน กำไลต้นแขน ซับทรวง และปีกนกแอ่น ปัจจุบันนางรำทุกคนนิยมสวมเทริดด้วย)
หน้าพราน เป็นหน้ากากสำหรับตัว "พราน" ซึ่งเป็นตัวตลก ใช้ไม้แกะเป็นรูปใบหน้า ไม่มีส่วนที่เป็นคาง ทำจมูกยื่นยาว ปลายจมูกงุ้มเล็กน้อย เจาะรูตรงส่วนที่เป็นตาดำ ให้ผู้สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็นฟันทำด้วยโลหะสีขาว หรือทาสีขาว หรืออาจลี่ยมฟัน (มีเฉพาะฟันบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใช้ขนเป็ดหรือห่านสีขาวติดทาบไว้ต่างผมหงอก
หน้าทาสี เป็นหน้ากากของตัวตลกหญิง ทำเป็นหน้าผู้หญิง มักทาสีขาวหรือสีเนื้อ


ลูกปัด หนึ่งในองค์ประกอบเครื่องแต่งกายที่พลิ้วไหวงดงามมาก


หน้ากาก

เครื่องดนตรี
ทับ หรือ โทน หรือ ทับโนรา เป็นคู่ เสียงต่างกันเล็กน้อย ใช้คนตีเพียงคนเดียว เป็นเครื่องตีที่สำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่ คุมจังหวะและเป็นตัวนำในการเปลี่ยนจังหวะทำนอง (แต่จะต้องเปลี่ยนตามผู้รำ ไม่ใช่ผู้รำ เปลี่ยน จังหวะลีลาตามดนตรีผู้ทำหน้าที่ตีทับจึงต้องนั่งให้มอง เห็นผู้รำตลอดเวลา และต้องรู้เชิง ของผู้รำ)
กลอง เป็นกลองทัดขนาดเล็ก (โตกว่ากลองของหนังตะลุงเล็กน้อย) 1 ใบทำหน้าที่เสริมเน้นจังหวะและล้อเสียงทับ
ปี่ เป็นเครื่องเป่าเพียงชิ้นเดียวของวง นิยมใช้ปี่ใน หรือ บางคณะอาจใช้ปี่นอก ใช้เพียง 1 เลา ปี่มีวิธีเป่าที่คล้ายคลึงกับขลุ่ย ปี่มี 7 รูแต่สามารถกำเนิดเสียงได้ ถึง 21 เสียงซึ่งคล้ายคลึงกับเสียงพูด มากที่สุด
โหม่ง คือ ฆ้องคู่ เสียงต่างกันที่เสียงแหลม เรียกว่า "เสียงโหม่ง" ที่เสียงทุ้ม เรียกว่า "เสียงหมุ่ง" หรือ บางครั้งอาจจะเรียกว่าลูกเอกและลูกทุ้มซึ่งมีเสียงแตกต่างกัน
ฉิ่ง หล่อด้วยโลหะหนารูปฝาชีมีรูตรงกลางสำหรับร้อยเชือก สำรับนึงมี 2 อัน เรียกว่า 1 คู่เป็นเครื่องตีเสริมแต่งและเน้นจังหวะ ซึ่งการตีจะแตกต่างกับการตีฉิ่ง ในการกำกับจังหวะของดนตรีไทย
แตระหรือแกระ คือกรับ มีทั้งกรับอันเดียวที่ใช้ตีกระทบกับรางโหม่ง หรือกรับคู่ และมีที่ร้อยเป็นพวงอย่างกรับพวง หรือใช้เรียวไม้หรือลวด เหล็กหลาย ๆ อันมัดเข้าด้วยกันตีให้ปลายกระทบกัน

เรื่องดนตรีประกอบผมชอบและถูกใจอย่างหนึ่งคือโดยรวมเป็นเพลงเร็วจังหวะจะโคนถี่กระชั้น ถ้าเป็นดนตรีฝรั่งผมว่าออกไปทางฮาร์ดร็อคถึงเฮพวี่เมทัล (มันส์มากขอบอก) ที่สำคัญ นักดนตรีซัดกันยาว โนรารำได้นานขนาดไหน ดนตรีก็ซัดกันได้ขนาดนั้น นี่เป็นอีกมุมหนึ่งของโนราที่น่าสนใจมาก


การร่ายรำอันงามสง่าของโนรา



งานไหว้ครู
การจัดพิธีกรรมโนราโรงครูวัดท่าแค เริ่มตั้งแต่การไหว้พระภูมิโรงพิธีพระ แล้วเข้าโรงในวันแรกซึ่งเป็นวันพุธตอนเย็น จากนั้นจึงทำพิธีเบิกโรง ลงโรง กาศครู เชิญครู กราบครู โนราใหญ่รำถวายครู จับบทตั้งเมือง การรำทั่วไป วันที่สองซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีถือเป็นพิธีใหญ่ เริ่มตั้งแต่ ลงโรง กาศโรง เชิญครู เอาผ้าหุ้มต้นโพธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นที่เผาศพและฝังกระดูกของขุนศรีศรัทธา เซ่นไหว้ครูหมอตายายโนราทั่วไป รำถวายครู การรำสอดเครื่องสอดกำไล ทำพิธีตัดจุก ทำพิธีครอบเทริด หรือผูกผ้าใหญ่ พิธีแก้บนด้วยการรำถวายครูและออกพราน พิธีผูกผ้าปล่อย การรำทั่วไปในเวลากลางคืน ส่วนวันที่สาม เริ่มตั้งแต่ลงโรง กาศครู เชิญครู การรำทั่วไป รำบทสิบสองเพลง สิบสองบท เหยียบเสน ตัดผมผีช่อ รำบทคล้องหงส์ รำบทแทงเข้ รำส่งตายาย เป็นอันเสร็จพิธี


ทอดเทริดเล่น  แม้ร้อนและเหนื่อยโนรายังคงยิ้มแย้มแจ่มใส



ปีหนึ่งไหว้ทีหนึ่ง การไหว้ครูเป็นเรื่องปกติของคนมีครู (โนราเกรียงเดชก็เช่นกัน) บริเวณลานวัดมีโรงโนราสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นโรงโนราไม้ที่เราเรียกกันว่าโรงเครื่องผูก คือสร้างขึ้นโดยใช้เชือกเป็นตัวผูก เชื่อมโยงกันทั้งโรง ไม่ใช้ตะปูเลยซักดอก อันนี้ไม่ใช่เพิ่งคิดแต่เป็นสูตรแต่โบร่ำโบราณนานมา


ลีลาพลิ้วไหวในโรงโนรา



นอกจากการไหว้ครู ยังมีการแสดง การแสดงแบ่งออกเป็นสองภาค คือเล่นสนุกให้ชาวบ้านดู และเล่นแบบบูชาครู ซึ่งในปีนี้การบูชาครูเขาเล่นคล้องหงส์กับแทงเข้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพรานบุญจับหงส์คือโนรา ส่วนแทงเข้เป็นเรื่องไกรทองฆ่าชาละวัน


โนรามีบทตลกสอดแทรก



ตลอดระยะเวลาสามวันของการไหว้ครู มีเรื่องการทรงเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง คือเกี่ยวกับวิญญาณบรรพบุรษกับโนราโดยตรง รวมไปถึงคนที่ไม่เล่นโนราก็มีการประทับทรง เรื่องนี้ผมได้พูดคุยกับเกรียงเดช ขำณรงค์ (เบิ้ล) ผู้เป็นครูโนราและเป็นแม่งานใหญ่ เขาบอกว่ารู้สึกได้ยามเมื่อวิญญาณเหยียบร่าง แต่เขาฝืน คือวิญญาณเหยียบได้แต่ไม่ยอมทั้งหมด สิ่งสำคัญโนรา (อย่างเขา) ต้องมีสติ ต้องมีความเป็นตัวเองหลงเหลืออยู่ ผมถามอีกว่าแล้วคนอื่นๆ หมายถึงไม่ใช่โนรา มีจริงหรือลวงโลก โนราเบิ้ลยิ้มแล้วบอกว่าน่าจะมีทั้งสองอย่าง คือวิญญาณที่มากับคนพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวกับบรรพบุรุษโนรา อาจเป็นตายายของเขาเองหรือผีบรรพบุรุษเขาเอง


คล้องหงส์


ล้มคว่ำคะมำหงาย ลีลาพรานบุญคล้องหงส์

ก่อนจะไปเรื่องอื่นต้องบอกเล่าอย่างนี้ครับ คือผมเห็นการทรงเจ้ามาเยอะ ศึกษามาพอสมควร รู้มาว่าการทรงเจ้าทั้งหมด ไม่มีการเหยียบเต็ม หมายความว่าไม่ได้สิงร่างทรงเต็มร้อย จากการสังเกตพบว่าในการไหว้ครูโนรามีเจ้าที่เข้าๆ ออกๆ ออกๆ เข้าๆ ตอนไหนที่สำคัญก็เข้า ตอนไหนไม่สำคัญก็ออก ไม่มีพิธีรีตองอะไรให้เชื่อถือ ตัดสินด้วยประสบการณ์ว่าปลอมเสียส่วนใหญ่ หรือถ้าคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ก็คือการอุปาทานหมู่นั่นเอง

นอกจากการไหว้ครู ยังมีกรรมวิธีแก้บนกับการเหยียบเสน ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย การแก้บนในที่นี้เนื่องจากชาวบ้านทั่วไปจะบนครูโนรา แต่ไม่จำเป็นต้องมาที่วัดที่ศาล คือบนตรงไหนก็ได้ ขอเพียงแค่ตั้งจิต ในกรณีแก้บนก็เช่นกัน แก้ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องมาแก้ในงานไหว้ครู แต่ที่เขามาเพราะความศรัทธาอย่างเข้าร่วมในวันงาน วิธีแก้บนก็มีการแต่งตัวโนรามีการพานธูปเทียนแพมาไหว้ครู แล้วมีพิธีกรรมรำโนราในโรงโนรา ส่วนพิธีเหยียบเสนมีรายละเอียดดังนี้

การเหยียบเสนทำเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับเสน โดยเชื่อว่าเสนเป็นเนื้องอกนูนจากระดับผิวเป็นแผ่น ถ้ามีสีแดงเรียกว่า “เสนทอง” ถ้ามีสีดำ เรียกว่า “เสนดำ” ไม่ทำให้เจ็บปวดหรือมีอันตราย แต่ถ้าหากงอกบนใบหน้าจะดูน่าเกลียด ซึ่งอาจโตขึ้นตามอายุ ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าเสนเกิดจากการกระทำของผีที่เรียกว่า ผีโอกะแชง ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่เฝ้าเสาโรงโนราและส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำเครื่องหมายของครูหมอโนรา เพื่อต้องการเอาเด็กคนนั้น โดยผ่านทางผีโอกะแชง มักทำกันในวันศุกร์ที่ 3 ของการแสดงโนราโรงครู ผู้ที่เป็นเสนหรือผู้ปกครองจะต้องนำเด็กที่เป็นเสนและเครื่องประกอบพิธีมาให้โนราใหญ่ จากนั้นโนราใหญ่จะเอาน้ำใส่ขันหรือถาดพร้อมด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เตรียมมา ทำพิธีจุดธูปเทียน ชุมนุมเทวดา ชุมนุมครูหมอโนรา ลงอักขระที่หัวแม่เท้าของโนราใหญ่ แล้วรำท่าแบบเฆี่ยนพรายหรือ “ท่าย่างสามขุม” เสร็จแล้วโนราใหญ่เอาหัวแม่เท้าไปแตะตรงที่เป็นเสนแล้วเหยียบเบา ๆ บริกรรมคาถากำกับ พร้อมกับนำพระขรรค์ไปแตะที่เป็นเสนทำเช่นนี่ 3 ครั้ง เสร็จแล้วเอามีดโกน หินลับมีดและของอื่น ๆในขันน้ำหรือถาดไปแตะที่ผู้เป็นเสนจนครบทุกอย่างเป็นอันเสร็จพิธี พิธีกรรมดังกล่าวเชื่อว่าเสนจะค่อยๆ หายไป ถ้าไม่หายให้ทำซ้ำอีกจนครบ 3 ครั้ง เสนจะหายไปในที่สุด







การแสดง
การรำ โนราแต่ละตัวต้องรำอวดความชำนาญและความสามารถเฉพาะตน โดยการรำผสมท่าต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน แต่ละท่ามีความถูกต้องตามแบบฉบับ มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลาให้เข้ากับจังหวะดนตรีและต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อยหรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่กรณี บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เช่น การเล่นแขน การทำให้ตัวอ่อน การรำท่าพลิกแพลง เป็นต้น
การร้อง โนราแต่ละตัวจะต้องอวดลีลาการร้องขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้องขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอนรวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้องโต้ตอบ แก้คำอย่างฉับพลันและคมคาย เป็นต้น
การทำบท เป็นการอวดความสามารถในการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำสัมพันธ์กันต้องตีท่าให้พิสดารหลากหลายและครบถ้วน ตามคำร้องทุกถ้อยคำ ต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสมกลมกลืนกับจังหวะและลีลาของดนตรีอย่างเหมาะเหม็ง การทำบทจึงเป็นศิลปะสุดยอดของโนรา

การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำบทดังกล่าวแล้วยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษด้วย การรำเฉพาะอย่างนี้อาจใช้แสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครูหรือพิธีแต่งพอกผูกผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง บางอย่างใช้ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือรำแก้บน เป็นต้น การรำเฉพาะอย่าง คือรำบทครูสอน, รำบทปฐม, รำเพลงทับเพลงโทน, รำเพลงปี่, รำเพลงโค, รำขอเทริด, รำเฆี่ยนพรายและเหยียบลูกนาว (เหยียบมะนาว), รำแทงเข้, รำคล้องหงส์, รำบทสิบสองหรือรำสิบสองบท

การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่นเป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอหลังจากการอวดการรำการ5.ร้องแล้ว อาจแถมการเล่นเป็นเรื่องให้ดู เพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้ว บางตอนมาแสดงเลือกเอาแต่ตอนที่ต้องใช้ตัวแสดงน้อย ๆ (2-3 คน) ไม่เน้นที่การแต่งตัวตามเรื่อง มักแต่งตามที่แต่งรำอยู่แล้ว แล้วสมมติเอาว่าใครเป็นใคร แต่จะเน้นการตลกและการขับบทกลอนแบบโนราให้ได้เนื้อหาตามท้องเรื่อง


เปลี่ยนตัวพรานบุญให้เป็นผู้อาวุโสเพื่อความเหมาะสมกับการคล้องหงส์ซึ่งเป็นครูโนรา



คล้องหงส์ในพิธีโนราโรงครูวัดท่าแค
การรำคล้องหงส์ ใช้รำเฉพาะในพิธีครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่และพิธีเข้าโรงครูเท่านั้น เพื่อให้พิธีสมบูรณ์ในการรำใช้ผู้รำ 8 คน โดยโนราใหญ่เป็น “พญาหงส์”โนราคนอื่น ๆ อีก 6 คนเป็นหงส์ และผู้รำเป็นพราน 1 คน วิธีรำสมมติท้องเรื่องเป็นสระอโนดาต จากนั้นจึงร้องบททำนองกลอนพญาหงส์ ตอนที่หงส์กำลังร้องกลอนบททำนองพญาหงส์ พรานจะออกมาด้อม ๆ มอง ๆ เพื่อเลือกคล้องพญาหงส์ พอจบกลอนพรานเข้าจู่โจมไล่คล้องหงส์ ดนตรีเชิด หงส์วิ่งหนี เป็นรูป “ยันต์เต่าเลือน” นายพรานไล่คล้องได้พญาหงส์ พญาหงส์ใช้สติปัญญาจนสามารถหลุดพ้นจากบ่วง เป็นการจบการรำ เชื่อกันว่าการรำคล้องหงส์ในโรงครูทั้งตัวพญาหงส์คือโนราใหญ่และผู้แสดงเป็นพราน มีครูโนราเข้าทรงด้วย



หลังจากได้ดูการไหว้ครูโนราและกลับมาค้นคว้า พบว่าการแสดงโนราคือนาฏศิลป์ชั้นสูง มีรายละเอียดอันเป็นองค์ประกอบเยอะมาก (รวมถึงเรื่องดวงวิญญาณบรรพบุรุษ) โนราเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่รวมเอาศาสตร์หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน คือวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ศาสตร์นาฏศิลป์ และศาสตร์แห่งความเชื่อ มีทั้งความเชื่อที่พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ แต่ทั้งนี้การพิสูจน์ทราบไม่ใช่ประเด็นที่ต้องถกเถียง สิ่งสำคัญที่สุดคือการรวมใจให้เป็นหนึ่งเพื่อสืบทอดเจตนาโนราให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองสืบไป


บางพิธีกรรมก่อนถึงการแทงเข้


รูปจำลองชาละวัน



บางพิธีกรรมก่อนถึงการแทงเข้

อ้างอิง
- หนังสือ "สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้" สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.๒๕๒๙


พิธีกรรมแทงเข้ เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเสร็จพิธีกรรม




คุณเบิ้ล เกรียงเดช ขำณรงค์  ผู้สืบทอดโนรา

หมายเหตุ
- โรงครูใหญ่ หมายถึงการรำโนราโรงครูอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องกระทำต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืนจึงจะจบพิธี โดยจะเริ่มในวันพุธ ไปสิ้นสุดในวันศุกร์ และจะต้องกระทำเป็นประจำทุกปี หรือทุกสามปี หรือทุกห้าปี ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมการกันนานและใช้ทุนทรัพย์สูง จึงเป็นการยากที่จะทำได้
- โรงครูเล็ก หมายถึงการรำโรงครูอย่างย่นย่อ คือใช้เวลาเพียง 1 วันกับ 1 คืน โดยปกติจะเริ่มในตอนเย็นวันพุธแล้วไปสิ้นสุดในวันพฤหัสบดี ซึ่งการรำโรงครูไม่ว่าจะเป็นโรงครูใหญ่หรือโรงครูเล็กก็มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวการณ์และความพร้อม 
 

Facebook Leave a Comment