“คาราวานตามรอยดินและข้าวของพ่อ (ททท.+โตโยต้า)

พายุทราย พรายทะเล / 04/07/2016 16:54:52


น้องสุขใจกับพี่ควายที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขบวนคาราวานเกือบ 30 คันเคลื่อนตัวจากอาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่มุ่งสู่เขตปริมณฑลปทุมธานี โดยมีจุหมายแรกคือพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เพื่อเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมแบบพอเพียงตามรอยพ่อคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



หุ่นจำลองขบวนแรกนาขวัญ จัดแสดงบริเวณโถงในหลวงรักเรา


เล่นกับเงา


ในส่วนป่าดงพงไพรในอาคารพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ภาพนี้จากพิพิธภัณฑ์ฯ)


ผู้เข้าร่วมคาราวานทั้งหมดเป็นคนเมืองไม่เคยรู้เรื่องเกษตรกรรมมาก่อน บางคนหรือบางครอบครัวเกิดมาไม่เคยสัมผัสต้นข้าว ไม่เคยเจอควายตัวเป็นๆ เห็นแต่ในทีวี งานนี้ไม่ได้ไปทัวร์ท่องเที่ยวธรรมดาๆ แต่ทุกคนไม่ว่าพ่อแม่ลูกต้องลงมือปลูกข้าวดำนา แรกทีเดียวผมเข้าใจว่าเด็กๆ อาจเบื่อ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น


วิทยากรสาธิตการปลูกผักปลอดสาร พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ข้าวปลอดสาร


ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ก๊วนคาราวานได้เรียนรู้ทฤษฏีเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมหลายอย่างทั้งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งและภายในอาคาร เริ่มตั้งแต่เรียนรู้เรื่องดิน เรื่องน้ำ ชีวิตใต้ดิน ความสำคัญของดินของน้ำ เรียกว่าเริ่มกันตั้งแต่รากเหง้าในการทำเกษตรเลย งานนี้เด็กๆ ดูจะตื่นเต้นกับวีดีทัศน์ที่จัดเอาไว้ เสียดายมีเวลาน้อยไปหน่อย ส่วนบรรดาพ่อแม่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องมาอีกซึ่งผมก็เห็นเช่นนั้น เหตุที่ต้องมาอีกเพราะที่นี่มีการสอนให้เราอยู่อย่างเพียงพอ สอนให้เรารู้จักเกษตรพอเพียง เพียงเราเข้าใจเราจะใช้ชีวิตอยู่ได้แบบ (เกือบ) ไม่ต้องซื้ออะไรกินเลย แม้แต่คนที่อยู่บ้านแบบพื้นที่แคบก็สามารถปลูกพักเลี้ยงปลาได้ เหลือเชื่อมากวิทยารกรที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงการปลูกผักปลอดสาร


ทัศนียภาพคลองและบ้านเรือนไม้ที่ตลาดร้อยปีระแหง


ศาลเจ้าระแหง (แสดงให้รู้ว่ามีคนจีนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้)


ร้ายขายของเครื่องใช ตลาดร้อยปีระแหง


ก๋วยเตี๋ยวหมูตาพ้ง ตลาดร้อยปีระแหง


จากนั้นคาราวานมุ่งหน้าไปที่ตลาดร้อยปีระแหง ตลาดเก่าแก่ของชาวลาดหลุมแก้ว ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเล็กๆ ที่เคยเป็นแหล่งซื้อขายขนาดใหญ่ในอดีต ปัจจุบันตลาดแห่งนี้ยังมีชีวิต หมายความว่ายังดำเนินชีวิตไปตามปกติ ไม่ใช่ตลาดที่สร้างหรือเซ็ทขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยว ดังนั้นมันจึงมีวิญญาณของความเก่าแก่ในแง่ประวัติศาสตร์อยู่เต็มเปี่ยม


ชาวนาตัวจิ๋วพร้อมเข้ารับการอบรม


เปลี่ยนจากโตโยต้ามาเป็นเกวียน


"ทำไมมันวนไปวนมาครับแม่" หนุ่มน้อยถามกัปตันเรือบนคลองเล็กๆ หลังบ้านครูธานี


หลังอิ่มท้องจากตลาดระแหงคราวนี้คาราวานมุ่งสู่ท้องทุ่งบ้านนาครูธานี บ้านเรือนไทยที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปศึกษาวิชาทำนาซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคาราวานครั้งนี้ ครูธานีเป็นอดีตครูผู้ทิ้งการทำงานในเมืองหลวง เขาพาครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และสร้างสวรรค์บนดินให้กับเด็กๆ บนผืนนา 25 ไร่ ปลูกข้าวกินบ้างขายบ้าง อยู่อย่างพอเพียง และยังสละเวลาพัฒนาพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องเรียนธรรมชาติ ปลูกฝังเด็กๆ ให้รู้จักวิถีชาวนาและคุณค่าของเมล็ดข้าว


หนูน้อยคนนี้ใช้สมาธิกับการโม้แป้งที่ตัวเองไม่เคยสัมผัสมาก่อน


ขนมถั่วแปบ ผลสำเร็จจากการโม่แป้ง


ที่บ้านครูธานีมีกิจกรรมมากมายให้เด็กได้สนุกและได้ความรู้ (พ่อแม่ก็พลอยได้ไปด้วย) เริ่มตั้งแต่พายเรือ โม่แป้ง (ทำขนม) เก็บไข่ สีข้าว ขี่ควาย นั่งเกวียน ปีนต้นไม้ และท้ายสุดกับการดำนาปลูกข้าว



เรือนไทย บ้านครูธานี แหล่งเรียนรู้เกษตรกรรม


เกษตรกรน้อย เลี้ยงไก่


เก็บไข่ในเล้า


ขณะกิจกรรมดำเนินไปสังเกตเห็นว่าเด็กทุกคนสนใจในทุกๆ กิจกรรม สนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ งานนี้ต้องชื่นชมวิทยากรคือครูธานีที่สามารถควบคุมผู้คนกว่าครึ่งร้อยให้อยู่ในกรอบที่จัดวางไว้ ความรู้ที่มอบให้เป็นความรู้ที่สัมผัสได้จริง เช่น มีตอนหนึ่งขณะดำนาวิทยากรบอกว่า “เกิดเป็นชาวนาไม่ว่าฝนตกแดดออกต้องไม่ย่อท้อต้องทำงานจนสำเร็จ” ขณะบรรยายก็จำลองสายฝนด้วยการฉีดน้ำจากสายยางไปที่กลุ่มเด็กๆ ที่กำลังดำนาเรียกเสียงเฮฮาลั่นทุ่ง


เรียนรู้การสีข้าว


แจกต้นกล้า พาลงนา (ครอบครัวนี้ แฝดสามครับ)


เสร็จจากดำนาก็อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ในมือมีถุงขนมถั่วแปบติดมือไปคนละถุงสองถุง จบงานด้วยรอยยิ้มและพึงพอใจกันถ้วนหน้า ร่ำลากันด้วยความสุขแบบมิตรไมตรี


มหกรรมการดำนาจากเกษตรกรตัวจิ๋ว



ช่วงย้อนกลับเข้ากรุงผมคิดทบทวนเรื่องราว 1 วันที่ผันผ่านและสรุปว่านี่คือกิจกรรมแบบกลุ่มที่ผู้เข้าร่วมได้ทั้งความรู้ได้ทั้งความสนุก เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ควรส่งเสริมและขยายผลออกไปในทุกๆ ภูมิภาคหรือทุกจังหวัด ที่สำคัญควรจัดอย่างต่อเนื่องอย่าได้ขาดเพราะนำพาไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป ความจริงกิจกรรมในลักษณะนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เคยทำมาแล้วในอดีต เช่น กิจกรรมค่ายเยาวชนฤดูร้อนซึ่งผมเคยเข้าร่วมสังเกตการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ตอนหลังเลิกไป อันนี้เข้าใจว่าเป็นนโยบายของผู้บริหารในแต่ละยุคแต่ละสมัยเปลี่ยนไปตามแนวทางของแต่ละคน กิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ผมเห็นว่านอกเหนือจากส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้วยังก่อประโยชน์ต่อสังคม สมควรส่งเสริมต่อไปดังที่กล่าวครับ


จำลองฝนขณะดำนา

หมายเหตุ
-    กิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวที่จัดขึ้นในครั้งนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกรุงเทพฯ ได้ร่วมกับบริษัทโตโยต้า ประเทศไทย จำกัด มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 100 คน 25 ครอบครัว เป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็กอายุระหว่าง 4-10 ปี ร่วมเดินทางไปด้วย
-    พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ที่ดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีทั้งกิจกรรมในอาคารและกลางแจ้ง ตัวอย่างหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจมากคือทางพิพิธภัณฑ์ฯ เปิดโอกาสให้คนเข้าไปอยู่อาศัยโดยกำหนดให้คน 1 คนเข้าไปอาศัยในบ้าน 1หลังบนเนื้อที่ 1ไร่ เข้าไปอาศัยและเรียนรู้การอยู่ด้วยการปลูกผัก ปลูกข้าว หากินเลี้ยงตัวเองในพื้นที่เท่านี้ มีกำหนดการเรียนรู้และอยู่อาศัยรวม 5 เดือน กิจกรรมนี้มีการสอบคัดเลือกคนเข้าไปเพราะมีบ้านเพียง 8-9 หลังเท่านั้น (คนที่สนใจติดต่อไปที่พิพิธภัณฑ์โดยตรงครับ) นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมทุกเสาร์-อาทิตย์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตร ส่วนวันเสาอาทิตย์แรกของเดือนมีตลาดนัดสีเขียว ประกอบไปด้วยอาหารปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่น เครื่องครัวทำจากไม้ เสื้อผ้าย้อมคราม ยาดม ยาหม่อง เป็นต้น


บ้านแห่งการเรียนรู้ในบริเวณพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Facebook Leave a Comment