กาดกองต้า

ป.ปิตะรังษี / 27/05/2016 15:49:57



เย็นย่ำวันธรรมดาถนนสายเก่าแก่กาดกองต้าเงียบสงบมาก
 

เสาร์อาทิตย์ช่วงเย็นย่ำ พ่อค้าแม่ขายตั้งร้านรวงเรียงรายสองฟากฝั่งถนน บางคนมาเช่าที่ บางคนมีที่เป็นของตัวเอง บางคนมาขายเพลง บางคนมาขายฝัน บ้างส่งเสียงทักทายกัน เป็นความสัมพันธุ์ที่คุ้นชิน



01

อาหาร ขนม เสื้อผ้า รองเท้า ข้าวของเครื่องประดับภาพเขียน งานศิลปะ ของที่ระลึก คือข้าวของอุปโภคบริโภคที่เขาเอามาขาย เขาเอามาค้า

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นบทบาทหนึ่งของผู้คนบนถนนเก่าแก่ แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีตเมื่อช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กาดกองต้าคึกคักไม่แพ้กัน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบริเวณนี้เป็นท่าเรือสำคัญในการค้าขาย มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์อยู่รวมกัน เริ่มตั้งแต่คนลำปางท้องถิ่น คนจีน อังกฤษพม่าไทยใหญ่ และอินเดีย พวกเขาใช้ชีวิตผสมกลมกลืนอยู่บนถนนสายนี้พวกเขาไม่ถึงกับหลอมรวมเชื้อสายหลายพันธุ์เผ่าคลุกเคล้าเป็นเลือดเดียว แต่เรื่องเล่าเก่าก่อนย้อนบอกว่า กาดกองต้าหรือตลาดจีนเป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ ที่สำคัญการที่รัฐบาลไทยได้อนุญาติให้คนยุโรปเข้ามาสัมปทานป่าไม้ทำให้การค้ารุ่งเรืองถึงขีดสุดบริเวณกาดกองต้าหรือตลาดจีนจึงกลายเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าและท่าล่องวุงไปยังปากน้ำโพและต่อไปยังเมืองหลวง กรุงเทพฯ

02

เนื่องจากกาดกองต้าเป็นย่านธุรกิจการค้า การสร้างบ้านแปลงเมืองจึงมีความสัมพันธุ์กับเชื้อชาติ ปรากฏงานสถาปัตยกรรมที่เหมือนและแตกต่างเรียงซ้อนกันอยู่เป็นระยะๆ

ลักษณะบ้านเรือนมีบ้านไม้ เรือนแถว อาคารคอนกรีตแบบบริติสโคโลเนียลหรือที่เรียกันว่า “เรือนปั้นหยา”

เรือนปั้นหยาเป็นเรือนแบบยุโรปรุ่นแรกที่แพร่หลายเข้ามาในเมืองไทย มีลักษณะมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง หลังคาสอบเข้าหากันแบบพีระมิด ไม่มีหน้าจั่ว ทั้งนี้ยังมีการแยกย่อยเรือนปั้นหยาตามลักษณะหลังคาได้ 3  ประเภทคือ


03

เรือนปั้นหยาทรงธรรมดาแปลนบ้านเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งแบบชั้นเดียวและสองชั้น เป็นเรือนเรียบง่ายเพราะการตกตแงมีไม่มากนัก


04

เรือนปั้นหยาซ้อนหลังคามีแปลนบ้านขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ดครงสร้างหลังคาซ้อนกัน มีการตกแต่งตัวเรือนมากขึ้น

เรือนปั้นหยาจั่วตัดปลาย เป็นเรือนที่มีการพัฒนาขึ้นจนเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 7-8 ตัวเรือนมี่มุขสี่ด้าน มีการผสมระหว่างเรือนปั้นหยาและหน้าจั่วตัดปลายและมีการตกตแงมากที่สุดสกุลเรือนปั้นหยาด้วยกัน


05

นอกจากนี้ยังมีเรือนกึ่งไม้กึ่งคอนกรีตที่เราเรียกกันว่า”เรือนขนมปังขิง” ส่วนการตกแต่งสถาปัตยกรรมบ้านบางหลังได้รับอิทธิพลศิปะแบบอาร์ตเดโค โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก การสร้างระเบียงยื่นออกมาจากตัวบ้านโดยไม่มีเสาค้ำยันรองรับมีการนำกระจกสีเข้ามาตกแต่งด้านบนของบานประตู และมีการเสริมความงามด้วยลายปูนปั้นอีกทีหนึ่ง


06

07

โชคดีของคนลำปาง โชคดีของคนไทยที่บ้านหลังเล็กหลังใหญ่ยังเก็บรักษาไว้ได้ดีเยี่ยม บางหลังทำเป็นพิพธภัณฑ์บางหลังทำเป็นเกสต์เฮ้าส์ บางหลังเป็นร้านค้า เป็นร้านขายยา และหลายหลังยังมีชีวิต ความสำคัญของอาคารเหล่านี้บ่งชี้ถึงที่มาที่ไป บ่งชัดถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ไม่เคยล้าสมัย บ้านไทยสไตล์กับบริติสสไตล์อยู่ใกล้กันแค่หลังคาเกย ความแนบชิดเฉกนี้มีมานมนานและยังสืบทอดมาถึงลูกหลานเหลน และเชื่อว่าเป็นแบบนี้ต่อไปอีกเนิ่นนาน

นี่คือสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ทรงคุณค่ามากที่สุดชุมชนหนึ่งครับ

08

หมายเหตุ
- กาดกองต้าได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตย์ของชุมชนเมื่อปีพ.ศ.2551 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระราชูปถัมภ์

อ้างอิง
- หนังสือกาดกองต้า ย่านเก่าเล่าเรื่องเมืองลำปาง กิติ ศักดิ์ เฮงษฎีกุล


09

บรรยายภาพ
1.อาคารหม่องโง่ยซิ่น สร้างประมาณปีพ.ศ.2451 5 เป็นเรือนขนมปังขิงทรงมะนิลา สูงสองชั้นครึ่ง ครึ่งตึกครึ่งไม้ สีขาว หน้าจั่วมีการประดับสะระไนอันเป็นลักษณะเด่นแบบเรือนมะนิลา ฝ้าเพดานบุด้วยแผ่นดีบุกดุนลายเหมือนวัดในพม่า อาคารหลังนี้ถูกยกย่องจากนักเขียนนามกระเดื่อง น. ณ ปากน้ำ ให้เป็นอาคารขนมปังขิงริมถนนที่งดงามที่สุดในประเทศไทย
2.ในวันธรรมดากอดกองต้าเงียบสงบ เหมาะกับการเดินชมสถาปัตยกรรม ส่วนช่วงเย็นวันเสาร์อาทิตย์กาดกองต้าผันตัวเองมาเป็นถนนคนเดิน มีสินค้ามากมายมาขายกันคึกคัก เริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นไปถึงค่ำคืน คล้ายย้อนอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ในครั้งเก่าก่อน
3.อาคารฟองหลี สร้างในช่วงปีพ.ศ.2434-2444 อาคารฟองหลีเป็นอาคารอิฐผสมไม้ในยุคแรกๆ ช่วงรัชกาลที่ 5 คาบเกี่ยวรัชกาล 6 อาคารยุคนี้หน้าจั่วไม่มีการฉลุลายมีแต่ครีบหลังคากับลายฉลุใต้มุมแหลมของจั่วมีช่องลมเหนือหน้าต่างโค้ง อาคารฟองหลียกสูงจากระนาบพื้น 1 เมตร กว้าง 16 เมตร ลึก 10 เมตร หลังคาจั่วตัดขวางแบบจีน ชั้นบนเป็นห้องนอนมีรายระเบียงด้านหน้า ตกแต่งด้วยไม้สักฉลุลาย
4.บ้านสินานนท์ของนายกิมเฉียน แซ่อึ้ง คหบดีชาวจีนที่ไดรับแต่งตั้งให้เป็นหลวงหลวงกำจรวานิช บ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นเรือนปั้นหยาตัดปลาย แบบ 4 มุข รั้วบ้านทำเป็นซุ้มประตูโค้ง สอดรับกับตัวบ้าน งานตกแต่งได้รับอิทธิพลอาร์ตเดโค นายซุย หลีซัง ช่างชาวจีนเป็นผู้สร้าง โดยสร้างในปีพ.ศ.2462 เป็นบ้านหลังแรกของลำปางที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบตะวันตก
5.บ้านคมสันเป็นบ้านปูนหลังแรกในย่านนี้สร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ.2460 เรือนปั้นหยาตัดปลาย 4 มุขหลังนี้มีกลิ่นไอฝรั่งอยู่ครบครันอันเนื่องมาจากฝรั่งเป็นผู้ออกแบบ ส่วนช่างก่อสร้างเป็นช่างชาวเซี่ยงไฮ้ผู้มากฝีมือ
6.บ้านแม่แดง สร้างประมาณปีพ.ศ. 2461 เป็นเรือนแถวปั้นหยาทรงธรรมดาสองชั้น ประตูแบบบานเฟี้ยม แบ่งเป็น 3 ประตูขนาดใหญ่ ราวระเบียงเล่นลายเรขาคณิต รับกับไม้ฉลุลายใต้ชายคา เดิมบ้านหลังนี้คือบ้านเกากี่ซึ่งเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในยุคเก่าก่อน
7.สะพานรัษฎาภิเษกสร้างขึ้นสามครั้งสามครา เริ่มสร้างเมื่อต้นปีพ.ศ.2444 เป็นสะพานไม้ผสมคอนกรีตเสริมเหล็กต่อมาได้พังลงเนื่องจากแรงกระแทกของท่อนซุง จึงสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นมาใหม่ (รุ่นสาม) แล้วเสร็จในปีพ.ศ.2460
8.อาคารเยียนซีไท้ลีกี สร้างในปีพ.ศ.2456 เป็นอาคารพาณิชย์สร้างด้วยปูนทั้งหลัง ประดับตกแต่งแบบตะวันตกชนิดเต็มรูปแบบหลังคาปั้นหย่แต่กั้นแบบดาดฟ้า ลวดลายที่ใช้มีทั้งไม้ฉลุลายและปูนประดับ มีรูปปั้นหนูตามปีเกิดของเข้าเจ้าของอยู่ด้านบนสุด ในอาคารมีตู้เซพขนาดใหญ่ฝังในเนื้อกำแพง เป็นตู้เซพนำเข้าจากเยอรมัน ปัจจุบันยังปรากฏอยู่
9.อาคารหม่องโง่ยซิ่น


ร้านขายยาแผนโบราณ

Facebook Leave a Comment